เก็บมาฝากจาก Dr. Pop Science โดย นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา

เก็บมาฝากจาก Dr. Pop Science โดย นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา

เก็บมาฝากจาก Pop Science โดย นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา

คนเรามีความสามารถที่จะเรียนรู้ ซึ่งเป็นข้อเด่นของมนุษย์ที่ทำให้เราต่างจากสัตว์ทั้งหลาย
ดังนั้นเราสามารถที่จะเรียนรู้ข้อเสียของสิ่งที่เราทำพลาดไปในอดีต
แล้วนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น
เรามีความสามารถที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตลอดชีวิต
และที่สำคัญการเชื่อว่าเราทำได้ มันทำให้เรากล้าทำ
มันให้ความหวังให้เรากล้าที่จะก้าวเดินก้าวแรกออกไปอย่างมั่นใจ
แล้วถ้าทำแล้วมัน “ทำไม่ได้” เราจะทำอย่างไร
เวลาทำงานอะไรก็ตาม มันมีแค่สองส่วน
คือส่วนของการทำและส่วนของผลที่ออกมา
ไม่มีทำไม่ได้ ถ้าทำอะไรไปแล้วยังไงมันก็คือ “ได้ทำ” มันต้องมีอะไรเกิดขึ้น
อย่างน้อยที่สุด มันก็ได้ประสบการณ์และผลที่ออกมา
ส่วนผลที่ออกมา มันก็เป็นแค่ผลที่ออกมา
ซึ่งเราอาจจะพอใจหรือไม่พอใจกับผล
ถ้าเราไม่พอใจ เราก็เรียนรู้ข้อผิดพลาดว่า
ทำไมผลไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น
และปรับปรุง ลองใหม่อีกครั้ง
เราก็จะได้ทำอีกรอบ และได้ผลที่ออกมาอีกครั้ง
ถ้าวันหนึ่ง เราไปถึงจุดที่เราต้องการ
จุดที่เคยเกือบจะถูกเรียกว่า “ทำไม่ได้” มันก็จะไม่มี
มันมีแต่ผลครั้งที่หนึ่ง ผลครั้งที่สอง และสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากมัน
ก่อนที่เราจะประสบความสำเร็จ

เมื่ออายุมากขึ้น ทำงานมากขึ้น
เราก็เรียนรู้ว่าปัญหาต่างๆ เป็นของปกติ
ความเครียดความกังวลก็เป็นของปกติ
ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
ความเครียดปริมาณน้อยๆ ในเวลาสั้นๆ กลับเป็นของดี
ที่ทำให้เรามีพลังใจ พลังกายในการแก้ปัญหามากขึ้น
และสุดท้าย
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็ก ปัญหาใหญ่ก็ตาม
เมื่อเวลาผ่านไป
มันก็จะค่อยๆ มีทางคลี่คลายไปของมันเอง

ในส่วนของปัญหา
ผมจะพยายามมองปัญหาออกเป็นสองส่วน
ว่ามีส่วนไหนที่เราทำอะไรได้บ้าง
ส่วนไหนที่เราทำอะไรไม่ได้
จากนั้นโฟกัสแรงกายแรงใจไปในส่วนที่ทำอะไรได้
ทำส่วนนี้ให้ดีที่สุด
ส่วนที่เราทำอะไรไม่ได้
เมื่อเราทำอะไรไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ปัญหาของเรา
เราก็คงต้องเข้าใจมันอย่างที่มันเป็น
อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป
แต่ที่สำคัญคือ
สุดท้ายแล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากปัญหาครั้งนี้บ้าง
เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะทำให้ส่วนที่เราแก้ไขไม่ได้นี้
ให้มันหายไปหรือไม่ก็เล็กลงในครั้งต่อๆไป

เก็บมาฝากจากหนังสือ ก้าวไปตามใจฝัน Follow your heart


เก็บมาฝากจากหนังสือ Follow you heart ก้าวไปตามใจฝัน โดย Andrew Matthews

ค้นหาเป้าหมายในชีวิต และเป้าหมายในการทำงาน
1.    ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เราทุกคนชื่นชอบ แต่เราไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนักจากความสำเร็จ
ส่วนความล้มเหลว นำมาซึ่งความเจ็บปวด แต่ตอนที่ล้มเหลว เรากลับได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง

2.    โลกเรานี้ให้รางวัลแก่คนที่พยายามและลงมือทำ ไม่ใช่คนที่คอยแต่จะหาคำแก้ตัว

3.    เริ่มต้นทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่คุณมีอยู่เสียแต่ตอนนี้ ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด แล้วโอกาสก็จะถามหาคุณเอง

4.    เมื่อคุณปล่อยวางสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะปล่อยคุณเอง

5.    เราเป็นคนเลือกเองว่า เราจะมองคนอย่างไร เมื่อเราต้องการจะชอบใครสักคน เราจะมีน้ำอดน้ำทนมาก แต่พอเราเลือกที่จะรู้สึกรำคาญใครบางคนละก้อ เราเฝ้าจ้องจับผิดแต่ข้อเสียของเขาความจริงแล้วพฤติกรรมของคนอื่นไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่า เราจะรู้สึกอย่างไรต่อพวกเขา “ทัศนคติของเรา” เองต่างหากที่เป็นตัวกำหนด พวกเราส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการมองหาข้อเสียมากกว่าข้อดี

6.    เมื่อคุณทุ่มเทงานแค่ครึ่งใจ คนที่เสียหายเป็นคุณมากกว่าเจ้านาย เจ้านายของคุณอาจจะขาดทุนไปไม่กี่สิบกี่ล้านบาท แต่ตัวคุณสูญเสียทั้งความกระตือรือร้น ความนับถือตัวเอง และอะไรๆอีกหลายอย่าง

ฉันจะค้นพบความปรารถนาอันแรงกล้าที่หายไปได้อย่างไร
1.    ลองทำชีวิตให้เรียบง่ายขึ้น เลิกทำสิ่งต่างๆ ที่ติดเป็นนิสัย ตัดกิจวัตรที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิตประจำวัน เพื่อที่คุณจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เลิกดูโทรทัศน์สักเดือน สังเกตดูว่าตัวเองคิดถึงอะไร และสังเกตดูว่าตัวเองอ่านอะไร

2.    ลองฟังตัวเองบ้าง คราวต่อไปที่เสียงเล็กๆ ในใจคุณกระซิบบอกว่า “ฉันชอบอันนี้ นี่ก็ทำให้ฉันตื่นเต้น”  ฟังให้ดี! ลองไปที่ห้องสมุด หรือร้านหนังสือ เริ่มเดินดูจากชั้นหนังสือ ชั้นหนึ่งไปยังอีกชั้นหนึ่ง สังเกตดูทุกชั้น ดูว่ามีอะไรที่ดึงดูดความสนใจคุณบ้าง

3.    ลองทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเช่น ลองวาดภาพสีน้ำมัน ปลูกบอนไซ เป็นโค้ชให้ทีมฟุตบอลแก่เด็กๆ เรียนภาษา ลองทำอะไรใหม่ๆสัก 10 อย่าง

4.    การจะค้นพบสิ่งที่ต้องการนั้น คุณต้องแสวงหาก่อน และถ้าคุณหลงทางชีวิตละก็ การไปพักดื่มเหล้าที่บาร์ อาจไม่ได้ช่วยให้คุณหาทางกลับเจอ

5.    ที่สำคัญที่สุดคือ จงทำใจให้สบายกับความคิดที่จะทำในสิ่งที่คุณรัก การจะทำสิ่งที่คุณรักได้นั้น คุณต้องเชื่อมั่นก่อนว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และเมื่อคุณค้นพบว่าอยากจะทำอะไร คุณก็จะเริ่มพบคำตอบกับคำถาม “ฉันอยากทำอะไรในชีวิต”

เก็บมาฝากจากหนังสือ น้ำพริกถ้วยเดียว แก้ปัญหาได้หมดทั้งโลก โดย ท่านพุทธทาส




เก็บมาฝากจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม 2552 คอลัมน์ “ชักธงรบ” ของ กิเลน ประลองเชิง 

ชอบอ่านคอลัมน์นี้ ซึ่งคอลัมน์นี้เขียนเกี่ยวกับธรรมะบ้าง ประวัติศาสตร์บ้าง เกี่ยวกับชั้นเชิงกลยุทธิ์ของนินายสามก๊กบ้าง อ่านแล้วได้ความรู้ และได้ข้อคิดดีๆ หลายอย่าง วันนี้ก็เช่นกันขอคัดข้อความบางตอนมาแบ่งปันให้ข้อคิด


“น้ำพริกถ้วยเดียว แก้ปัญหาได้หมดทั้งโลก” ของท่านพุทธทาส
ธรรมใกล้มือลำดับที่ 2 ของจดหมายพุทธทาส มีตราประทับว่า ให้ผู้อื่นต่อไป แบ่งปันเป็นธรรมทาน ถูกตั้งชื่อเป็นปริศนาว่า “น้ำพริกถ้วยเดียว”


ท่านอาจารย์บอกว่า ในระบบประชาธิปไตย ถ้าพลเมืองทุกคนเห็นแก่ตัว ก็จะเลือกได้ผู้แทนที่เห็นแก่ตัว ไปประกอบกันเป็นรัฐสภา ก็ได้สภาที่เห็นแก่ตัว


สภาจัดตั้งรัฐบาล ก็ได้รัฐบาลที่เห็นแก่ตัว ทั้งประเทศก็อยู่ใต้อำนาจของความเห็นแก่ตัว


ประชาธิปไตยของผู้เห็นแก่ตัว เลวร้ายกว่าเผด็จการ เพราะเปิดโอกาสให้ใช้ความเห็นแก่ตัวไม่มีขอบเขต “ยิ่งฉลาดก็ยิ่งใช้ได้มากและลึกซึ้ง”


ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นความมุ่งหมายของทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้า


พุทธศาสนา มีหลักสอนความไม่มีตัว (อนัตตา) เป็นใจความสำคัญ
ในสวนโมกข์ มีวันกรรมกรให้พระเณรได้อาบเหงื่อ เพื่อเกิดนิสัยบูชาเหงื่อเป็นพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด พระเณรถูกสอนให้สันโดษตามคำขวัญประจำวัด “กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเท่าเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง”


ตัวสมภารใหญ่....คือท่านอาจารย์พุทธทาสเอง ผ่านมหาวิทยาลัยเด็กวัด เด็กวัดทุกคนต้องตื่นทำงานก่อนไก่ลงจากเล้า ใครไม่ตื่นเพื่อนจะเอาน้ำเทรด


ตื่นแล้วไปเดินปิ่นโต เอาอาหารจากหมู่บ้านกลับมาจัดที่ทาง และรับใช้ตลอดเวลาที่พระฉันอาหาร เหลือจากพระฉัน เลี้ยงแมวแล้วจึงได้รับประทานกันเอง


เก็บกวาดเรียบร้อย เริ่มเรียนหนังสือรอบเช้า เสร็จจากพระฉันเพลก็ต้องเรียนหนังสือรอบบ่าย เย็นลงไปขุดดินทำสวนครัว แล้วเก็บเอาไปแจก ตอบแทนชาวบ้าน....


ที่เคร่งครัดมากอีกอย่าง คือต้องไหว้คนแก่ ไม่ว่าจะเป็นคนดี หรือคนบ้า คนสูบกัญชาไม่น่าไหว้ก็ต้องไหว้ การไหว้คนสูบกัญชามันช่างเจ็บปวด แต่ก็เป็นผลดีในการฝึกลดความเห็นแก่ตัว


มหาวิทยาลัยวัด ให้บทเรียนอย่างนี้ จึงผลิตเด็กที่มีจิตวิญญาณอันวิเศษ ไม่เห็นแก่ตัว แตกต่างจากมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ บางโรงเรียนเด็กจะเห็นแก่ตัว


มนุษย์สมัยนี้ ถือศีลเพียงข้อเดียว คือความไม่เห็นแก่ตัว ก็จะเป็นมนุษย์ที่มีศีลทั้งสิ้นโดยอัตโนมัติ ไม่มีปัญหทางศีลธรรม ปัญหาการปกครอง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาการเมือง

เก็บมาฝากจากหนังสือ : อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ของ วินทร์ เลียวราริณ


หนังสือ อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก
ของ วินทร์ เลียววาริณ

มนุษย์เรา…พานพบอุปสรรคทุกวัน


คนที่พ่ายแพ้…คือคนที่ใจยอมแพ้...ก่อนที่จะสู้


ความเจ็บปวด...ความขมขื่น...ความยากลำบากของอุปสรรค


เป็นด่านที่ขวางทางเราทุกคน


ช้าหรือเร็ว...เราก็ต้องพานพบมัน


คนชนะ...ไม่ได้ชนะเพราะเก่งกว่า


แต่เพราะไม่ยอมแพ้...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม


มนุษย์แต่ละคนย่อมต้องผ่านฤดูหนาวแห่งชีวิต


ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวสั้นๆ...หรือฤดูหนาวอันแสนนาน


เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับชีวิต...ให้ผ่านอุปสรรคและวิกฤตไปให้ได้

เก็บมาฝากจากหนังสือ : นั่งรถไฟไปตู้เย็น โดย นิ้วกลม


นิ้วกลม หรือนามปากกาของ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ แจ้ง เกิดจากการเป็นคอลัมนิสต์เขียนให้กับนิตยสาร a day และหลังจากนั้น เขาก็เริ่มมีผลงานเขียนตีพิมพ์รวมเล่มออกมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ ปี 2547 โตเกียวไม่มีขา ปี 2548 กัมพูชาพริบตาเดียว ปี 2549เนปาลประมาณสะดือ ปี 2550 สมองไหวในฮ่องกง ปี 2551 นั่งรถไฟไปตู้เย็น

หนังสือ นั่งรถไฟ ไปตู้เย็น โดย นิ้วกลม
-    คนที่ชอบตั้งคำถามว่า… “ทำไม” …มักจะไม่ได้เหยียบย่างบนเส้นทางที่อยากไป…ไม่ได้ลงมือทำ…ในสิ่งที่อยากทำ… ตรงกันข้าม… คนที่ตั้งคำถามว่า…“ทำอย่างไร”… มักจะได้ไป…และได้ทำ

-    มันเป็นกฎของมนุษย์ เราจะรู้ก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เรามักจะทำสิ่งนั้นไปแล้ว เวลาผ่านไปแล้วถึงจะรู้เสมอ นั่นแหละ คือมนุษย์ ถ้ารู้ทุกอย่างล่วงหน้าก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว

-    จงรู้บางอย่างในทุกสิ่ง และรู้ทุกอย่างในบางสิ่ง ของคุณสุภา สิริมานนท์ คือควรรู้กว้างหลายๆแขนง หลายๆอย่าง แต่ขณะเดียวกันก็ควรจะรู้จริงในสิ่งหนึ่งเป็นแกนหลักในการทำงาน

-    ระหว่างการตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าไปหาความฝัน กับการเดินช้าๆ ค่อยๆ เก็บรายละเอียดที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จะเลือกแบบไหน

-    จริงๆแล้วชีวิตกับการเดินทางก็มีส่วนคล้ายกันอยู่มาก เรากำหนดจุดหมายไว้ให้ตัวเอง อยากเดินหน้า ต่อไป เรามีจุดหมายในชีวิตก็เพื่อจะให้คำตอบกับตัวเองว่า จะหายใจไปทำไม แต่จริงๆแล้ว จุดหมายแท้จริงที่ใครๆก็รู้ ใครๆก็อยากสำเร็จ ก็คือการมีความสุขกับทุกวันของชีวิต

-    การเดินทางกับความสุข ต่างกันมากกับการเดินทางมุงหน้าสู่ความสุข เพราะแบบหลังเราต้องรอให้ถึงวันที่ไปถึงจุดหมายจึงจะมีความสุขครั้งใหญ่ๆ ได้หนึ่งหน ใครที่ยังเดินหน้าหาความสุข ย่อมพบว่าความสุขนั้นยังอีกไกล กระทั่งอาจหาไม่เจอ ผู้ที่ไม่ตามหาต่างหากที่ค้นพบ

เก็บมาฝากจากหนังสือ : พ่อรวยสอนลูก : อ่านจบแล้วคุณจะไม่เหมือนเดิม




เก็บมาฝากจากหนังสือ พ่อรวยสอนลูก โดย โรเบิร์ต คิโยซากิ


พ่อจนพูดว่า “ ไม่มีปัญญาซื้อ”  เป็นประโยคบอกเล่า พูดแล้วจน
พ่อรวยพูดว่า “ทำยังไงจึงจะซื้อได้” เป็นประโยคคำถาม
ทำไมต้องคิดหาคำตอบ
พ่อรวยบอกว่า “ถ้ายอมรับว่าเราไม่มีปัญญาซื้อ” สมองจะหยุดคิด
แต่เมื่อถูกตั้งคำถาม สมองจะเริ่มทำงาน ไม่ได้หมายความว่าจะซื้อทุกอย่างที่อยากได้
แต่ต้องการฝึกให้สมองทำงานตลอดเวลา
การฝึกให้สมองทำงานมาก สมองก็ยิ่งแข็งแรง
พ่อจนไม่ได้จนเพราะมีรายได้น้อย แต่เพราะความคิด ซึ่งมีผลต่อการกระทำต่างหาก


เงินคืออำนาจ แต่ที่มีอำนาจมากกว่าเงินคือ การศึกษาวิชาการเงิน เงินได้มาแล้วก็เสียไป แต่ความรู้ความเข้าใจว่าเงินทำงานอย่างไร จะช่วยให้เรามีอำนาจเหนือมัน และใช้มันสร้างความร่ำรวยได้

พ่อรวยบอกว่า…โลกแห่งความเป็นจริงคือบทเรียนที่ดีที่สุด และโลกไม่เคยสอนอะไรเราด้วยวิธีพูดหรือเล็คเชอร์ โลกผลักเราไปข้างหน้า เหมือนกับจะบอกว่า…นี่ไง…เรียนสิ

ความกลัวทำให้เราต้องเป็นลูกจ้าง เพราะกลัวว่าจะไม่มีเงินจ่ายหนี้ กลัวจะออกจากงาน กลัวไม่มีเงิน กลัวจะต้องเริ่มต้นใหม่ นี่คือผลจากการเรียนเพื่อเป็นลูกจ้าง เพื่อมาทำงาน
เพื่อเงิน

ทรัพย์สินที่ควรสนใจ ไขว่คว้าและสอนลูกหลานให้รู้จัก
1.    ธุรกิจที่ไม่ต้องนั่งเฝ้า
2.    หุ้น
3.    พันธบัตร
4.    กองทุนรวม
5.    อสังหาริมทรัพย์
6.    ตั๋วเงิน
7.    ค่าลิขสิทธิ์จากเพลง งานประพันธ์ หรือสิทธิบัตรต่างๆ
8.    สิ่งใดก็ตามที่มีคุณค่า สามารถสร้างรายได้ หรือเพิ่มมูลค่าของตัวเองและมีตลาดรองรับชัดเจน

หลักสำคัญของไหวพริบทางการเงิน
1.    ความรู้ทางบัญชี
2.    ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน
3.    ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาด
4.    ความรู้เรื่องกฎหมาย

ความพ่ายแพ้และความล้มเหลว เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ
ถ้าหลีกเลี่ยงความล้มเหลว ก็คือหลีกเลี่ยงความสำเร็จด้วย

ความรู้เป็นสมบัติ ความไม่รู้เป็นความเสี่ยง และความเสี่ยงมีอยู่ทั่วไป
เรียนรู้ที่จะจัดการกับความเสี่ยงดีกว่าที่จะหลีกเลี่ยงอยู่ร่ำไป

ฟันฝ่าอุปสรรค
สาเหตุที่ยังไม่ประสบความสำเร็จด้านการเงิน
1.    ต้องเอาชนะความกลัวว่าจะต้องเสียเงิน
2.    ขจัดความคิดด้านลบ
3.    ความขี้เกียจ

คุณจะเอาชนะความขี้เกียจได้อย่างไร คำตอบก็คือ ความโลภ ความต้องการ เราควรจะนั่งคิดว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องทำงาน หรือทำอย่างไรจึงจะได้เงินมากๆ หากปราศจากกิเลส ขาดความต้องการที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น โลกจะพัฒนาได้อย่างไร เทคโนโลยีใหม่ๆ ล้วนเกิดจากความต้องการของมนุษย์ทั้งสิ้น
คราวนี้เมื่อไหร่ที่พบว่าตัวเองกำลังหลีกเลี่ยงสิ่งที่ควรจะทำก็ให้ถามตัวเองว่า “แล้วเราจะได้อะไรจากการกระทำนี้บ้าง” เติมความอยากให้ตัวเองสักนิดจะได้กวาดเอาความขี้เกียจออกไปจากตัวคุณ
อย่างไรก็ตามอะไรที่มากเกินไปนั้นก็เป็นผลเสีย ความโลภก็เช่นกัน