คอลัมน์ ส่องโลก สู่ขุมทรัพย์การลงทุน โดย ศิริพร สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์
ในคอลัมน์ คุณศิริพร ได้อธิบายให้ทราบว่า ดอกเบี้ยต่ำเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Accommodative monetary policy) ใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พอดอกเบี้ยต่ำ คนก็ขาดแรงจูงใจในการออม เพราะดอกผลจากเงินฝากน้อย พอไม่ออมก็จะนำเงินมาจับจ่ายใช้สอย ในฝั่งเงินกู้ ทั้งคนและบริษัทต่างๆ จะมองเป็นโอกาสกู้เงินด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลง คนนำเงินกู้ไปซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ๆ เช่น บ้าน รถยนต์ และของใช้ฟุ่มเฟือยต่างๆ บริษัทใช้เงินไปคืนหนี้หรือลงทุนขยายกิจการสร้างกำไรเพิ่มเติมที่สูงกว่า และจ่ายเงินปันผล กลไกควรจะขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ และท้ายที่สุดเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
ดอกเบี้ยต่ำอาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับล่อลวงให้เกิดหนี้สินมากขึ้นอย่างไม่ทันระวังตัว การกู้เงินในปริมาณที่พอดีและนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์เพื่ออนาคตเป็นเรื่องดี แต่ในทางกลับกันบางบริษัทฉวยโอกาสที่ดอกเบี้ยต่ำก่อหนี้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่า (Refinance) รวมทั้งสร้างหนี้ใหม่ไปเรื่อยๆ จากบริษัทที่น่าจะล้มละลายไปแล้วกลับอยู่รอดมาถึงวันนี้ แต่มีหนี้ก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ เราเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “บริษัทซอมบี้”
บทเรียนสำคัญจาก “วิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือ วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์” ในปี 2551 ซึ่งปะทุจากฝั่งอเมริกา เริ่มต้นด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในขาลงมาตลอดในช่วงหลายปีจาก 6.5% ในปี 2543 มาที่ 0.5% ทุกวันนี้ ล่อตาล่อใจให้บริษัทรวมถึงคนกู้เงินและสะสมหนี้ คนใช้เงินซื้อบ้าน ทำให้ราคาบ้านพุ่งจนเกิดเป็นภาวะฟองสบู่และแตกออกลามไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
สุดท้ายรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเปลี่ยนถ่ายโยกย้ายหนี้จากภาคครัวเรือนและเอกชนมาเป็นของรัฐ ทำให้หนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า เมื่อภาคครัวเรือนและเอกชนมีความหวังว่าเศรษฐกิจใกล้ฟื้นตัว จะกลับมากู้ กระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อและเศรษฐกิจขึ้นอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริง หลังวิกฤตภาคครัวเรือนและเอกชนยังเข็ดกับการกู้ รวมถึงธนาคารมีเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันหนี้เสีย ภาระหนี้จำนวนมากจึงยังกองอยู่กับรัฐบาลต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้ในปี 2552 แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำและหนี้สูง ยังส่งทอดมาถึงตลาดในประเทศเกิดใหม่ ภายในปีเดียวกันนั่นเอง เหตุผลหลักๆคือ ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ไม่น่าพอใจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากแหล่งอื่นๆ (search for yield) เงินจำนวนมากจึงไหลเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นจึงเป็นที่ต้องการและทยอยแข็งค่าขึ้น ส่งผลลบต่อธุรกิจส่งออกที่ประเทศเกิดใหม่ล้วนยังต้องพึ่งพิงอยู่ ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นถูกกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อสกัดการไหลข้าวของเงินทุน วงจรที่เคยสร้างความเสียหายเดิมๆ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นการกู้ยืมในประเทศเกิดใหม่ โชคดีที่โลกมีบทเรียนจากวิกฤตครั้งก่อน จึงมีการควบคุมและชะลอการเติบโตของสินเชื่อก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย
แม้จะไม่ได้ก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหม่ แต่ก็ทำให้การเติบโตโดยรวมชะงักงัน สินเชื่อที่ชะลอลง ทำให้ GDP ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่เหล่านั้นชะลอลงด้วย จากเศรษฐกิจที่เคยโตได้เฉลี่ยกว่า 9% ต่อปี ในปี 2553 ปัจจุบันกลับช้าลงที่เฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปีเท่านั้น
เมื่อถูกบังคับด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การลงทุนให้ได้กำไรมากๆ เร็วๆ เหมือนเมื่อก่อนเป็นไปได้ยากขึ้น ที่สำคัญคือ เราจะปรับการลงทุนของเราอย่างไรให้เหมาะสม ดังนั้น ถ้าจะเจาะเฉพาะกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นต่อจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการคัดสรรและลงทุนเฉพาะในหุ้นดังต่อไปนี้
1. หุ้นของบริษัทที่กำไรเติบโตสูง
2. หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน
3. หุ้นของบริษัทที่กระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสูง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด นักลงทุนควรมี “การกระจายความเสี่ยง” อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ไปได้
ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2559