แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก

14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก

14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก กลั่นมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต


จิม โรเจอร์ส ผู้ได้รับสมญานามว่า "อินเดียน่า โจนส์ แห่งวอล์สตรีท" เขาเคยจัดตั้งกองทุน Hedge Fund ชื่อว่า Double Eagles คู่กับจอร์จ โซรอส แต่ด้วยแนวทาง วิถีคิดที่แตกต่างกันทำให้จิมแยกตัวออกมาจัดตั้งกองทุน Hedge Fund เป็นของตัวเอง และใช้ชีวิตเดินทางรอบโลกกับภรรยาของเขา .. จิม โรเจอร์ส มีชื่อเสียงมากในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งได้รับการยกย่องจากสื่อว่าเป็นระดับกูรูเลยทีเดียว

จิม โรเจอร์ส มีความเห็นว่าตลาดกระทิงรอบใหญ่จะเกิดที่เอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน ในขณะที่ตลาดอเมริกาและยุโรปจะไม่ได้เป็นตลาดที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน ดังนั้นนักลงทุนทีอ่ยากรวยจะต้องมาลงทุนในเอเชีย

และนี้คือ สุดยอด 14 แนวคิดจากนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จิม โรเจอร์ มีอะไรกันบ้าง ไปดูกันครับ

1. "Most successful investors, in fact, do nothing most of the time."
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะไม่ซื้อๆขายๆบ่อยครั้ง

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มักจะตัดสินใจที่จะขยับพอร์ตโฟลิโอไม่บ่อยครั้งนัก หมายความว่าโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นนักลงทุนระยะยาว และพวกเขาก็ถือได้อย่างยาวนานจริงๆ ตราบใดที่คุณซื้อๆขายๆบ่อยครั้งก็มั่นใจได้เลยว่าคุณจะตัดสินใจผิดพลาด ก็เหมือนอย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์พูด ยิ่งคุณขยับมากเท่าไร ผลตอบแทนก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น

2. "If you want to make a lot of money, resist diversification."
ถ้าคุณอยากทำเงินได้มากๆ จงหลีกเลี่ยงการกระจายความเสี่ยง

โบรคเกอร์หรือนักบริหารการเงินมักจะพูดอยู่เสมอ่า "จงกระจายความเสี่ยง" แต่คงจะไม่ใช่ทั้งผมหรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เพราะคนที่ประสบความสำเร็จจะลงทุนแบบมุ่งเน้นเท่านั้น สำหรับการกระจายความเสี่ยงแล้วเป็นวิถีของมือสมัครเล่นที่ไม่รู้ว่าคตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

สมมุติว่าคุณซื้อหุ้นสัก 10 ตัวในพอร์ตการลงทุน คุณลงเงินตัวละ 1 แสนบาท แน่นอนว่าจะมีบางตัวที่วิ่งดีมากๆ อาจจะวิ่งไปถึง 10 เท่า ซึ่งนานๆทีจะได้เห็นหุ้นแบบนี้สักครั้ง ไม่แน่ว่าชั่วชีวิตคุณอาจจะได้เห็นแบบนี้ประมาณ 2-3 ครั้งเท่านั้น ต่อให้คุณทำได้ถึง 10 เท่า อย่างมากคุณก็ทำเงินได้แค่ 1 ล้านบาท ดังนั้นแล้วคุณควรลงทุนแบบมุ่งเน้น มีหุ้นเพียง 2-3 ตัวที่คุณมั่นใจจริงๆ แล้วที่สำคัญ คือ จงซื้อมันให้หนัก

3. "It is remarkable how many people mistake a bull market for brains."
มีนักลงทุนจำนวนมาก พลาดตลาดกระทิงรอบใหญ่เพราะพวกเขาใช้เหตุผลจนเกินไป

นักลงทุนส่วนมากแล้วจะคิดว่าพวกเขาฉลาดกว่าค่าเฉลี่ยของนักลงทุนทั้งหมด และการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะนำมาซึ่งความร่ำรวย พวกเขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาเคล็ดลับตลาดหุ้น กราฟเทคนิเคิล หรือแม้กระทั่งข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อให้ทราบว่าตลาดหมีกำบัวจะสิ้นท่า และกระทิงรอบใหญ่กำลังจะมา น่าเสียดายมากที่ความเป็นจริงแล้วสัญญาณเหล่านี้ไม่ส่งมาสักที จนกว่าหุ้นจะขึ้นมาหลายร้อยจุด แน่นอนว่าเราจะพลาดไป

คำแนะนำของผม คือ จงวิ่งเข้าหาโอกาสในขณะที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤต ต้องเกาะติดมันตลอดเวลา ห้ามทิ้งไม่ว่าเวลานั้นจะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม

4. "On Wall Street there's no truer adage than …'markets can remain irrational longer than you can remain solvent.'"
ในตลาดหุ้นไม่มีเหตุผล สิ่งที่มันผิด มันก็จะผิดได้อย่างยาวนานจนคนในตลาดเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกไปเลยก็ได้

ตอนผมทำงานบริหารกองทุน ผมเคยเล่นช๊อตหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเจ๊งแน่นอน แต่ผมช๊อตเท่าไรมันก็ไม่ลงสักทีจนผมรู้สึกว่าผมอาจจะคิดผิด ผมเลยยอมตัดขาดทุนไป ต่อมาผ่านไปอีก 5 ปี บริษัทนั้นได้ประกาศล้มละลายและหุ้นมันก็เหลือศูนย์ ผมคิดว่าผมเป็นคนฉลาด แต่นี้ก็เป็นตัวอย่างของคนที่ฉลาดแต่ไม่รวย ผมทำเรื่องที่เฉียดรวยไป ก็เหมือนกับที่จอห์น เมนาย์ด เคนส์ พูดเอาไว้ ตลาดหุ้นจะไม่มีเหตุผลไปเรื่อยๆและอยู่อย่างนานพอจนคุณรู้สึกเปลี่ยนใจ

5. "No matter what we all know today, it’s not going to be true in 10 or 15 years."
มวลชนคิดผิดเสมอ

นักลงทุนควรเรียนรู้ที่จะคิดได้ด้วยตัวเอง คิดอีกด้านหนึ่งของมวลชน พยายามคิดไม่เหมือนคนอื่น ตลาดหุ้นเป็นบทพิสูจน์แน่นอนแล้วว่าการทำตามฝูงชนนำไปสู่การขาดทุน ถ้าคุณยังไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะคิดด้วยตนเอง คุณจะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้นทางเดียวที่ทำได้ก็คือ คิดก่อนคนอื่น และลงมือทำก่อนคนอื่น

6. "If you want to be lucky, do your homework."
โชคเป็นสิ่งที่มนูษย์สร้างขึ้นจากการทำการบ้าน

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมได้ขายช๊อตหุ้น Helmerich & Payne บริษัทที่ทำเกี่ยวกับเครื่องขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลและภาคพื้นดิน ผมรู้มาว่าบริษัทน้ำมันหลายๆแห่งเริ่มกักตุนน้ำมันและมีแนวโน้มว่าจะลดการขุดเจาะพร้อมกับปลดคนงานออก แน่นอนว่าถ้าลดการขุดเจาะมันจะส่งผลแย่กับบริษัทที่ทำเครื่องจักรขุดเจาะน้ำมัน แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ มีคนพูดกับผมว่า ผมแค่โชคดีที่ทำเงินได้จากการขายช๊อต พูดด้วยความจริงเลยว่า ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา ผมเชื่อในเรื่องของความขยัน เรื่องโชคเป็นสิ่งที่มนูษย์สร้างขึ้นจากการทำการบ้าน

7.“Swim your own races.”
วิ่งในสนามที่คุณถนัด

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างนักลงทุนธรรมดากับนักลงทุนชั้นเซียน คือ ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองรู้ แต่ความแตกต่างของทั้งสอง คือ นักลงทุนชั้นเซียนจะเปิดใจรับฟังความเห็นใหม่ๆอยู่เสมอ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

8. "If the world economy gets better, commodities are very good place to be in ... even if the world economy does not improve, commodities are still a fabulous place to be."
สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นตัวเลือกทางการลงทุนที่น่าสนใจในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะดีหรือไม่ก็ตาม

โอกาสมีอยู่เสมอในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะประเทศที่ชอบพิมพ์เงินออกมา และตอนนี้มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

9. "The most sensible skill that I can give to somebody born in 2003 is a perfect command of Mandarin."
ทักษะที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบันสำหรับเด็กรุ่นใหม่ คือ ฝึกพูดภาษาจีนแมนดาริน

ผมมีความเห็นว่าโลกยุคใหม่ จะมุ่งหน้าสู่ประเทศจีน ผมเลยส่งเสริมให้ลูกสาวทั้งสองของผมแฮปปี้และเบบี้บีเรียนภาษาจีนแมนดาริน มีสภาวะแวดล้อมในการพูดภาษาจีนกลาง ผมมีความเชื่อว่าประเทศจีนจะเป็นเทรนแห่งอนาคต

10. "Become a Chinese farmer, that's what you should do."
เป็นชาวนาในประเทศจีน คุณจะร่ำรวย

ในอดีตคนที่อยากจะรวยส่วนใหญ่อยู่ในแวดวงการเงิน-การลงทุน แต่ในความเห็นของผม คือ โลกแห่งอนาคตจะเป็นโลกของการเกษตร สินค้าเกษตรจะยิ่งมีราคาแพงขึ้น คุณอาจจะทำเงินในโลกอินเตอร์เน็ต สั่งซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ต รับโอนเงินผ่านโลกออนไลน์ สร้างความบันเทิงทางอินเตอร์เน็ต แต่คุณไม่สามารถทำให้ตัวเองอิ่มท้องได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ต

11. "If you can find ways to invest in Myanmar, you will be very, very rich over the next 20, 30, 40 years."
ลงทุนในประเทศเมียนมา(พม่า) คุณจะร่ำรวย

ผมมีความเห็นว่า ประเทศเมียนมาเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังมาแรง หลายๆบริษัทก็ยังเล็กอยู่ แต่ในความเล็กมีความสวยงามซ่อนอยู่ การลงทุนระยะยาวในเมียนมาจะทำให้คุณร่ำรวยได้ ดังนั้น จงหาหนทางเพื่อลงทุนในประเทศเมียนมา

12."India is not a place for investors, but it's a fabulous country for tourists"
อินเดียไม่ใช่สถานที่ที่น่าลงทุน แต่เป็นสถานที่ที่น่าไปท่องเที่ยว

ผมมีความเห็นว่า อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่แต่กลับไม่น่าลงทุน ระบบเศรษฐกิจยังไม่ดีเท่าที่ควร ร้านค้าต่างๆถ้าเห็นว่าเราเป็นชาวต่างชาติ พวกพ่อค้าจะอยากได้เงินดอล์ล่าร์มากกว่าเงินรูปี นักการเมืองก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เข้าถึงปัญหาของประชาชนว่าต้องการอะไร และพวกเขาเหล่านั้นเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาค่าเงินที่ผันผวน ปัญหาความแออัด การคอรัปชั่น อย่างไรก็ตาม เรื่องของการท่องเที่ยวเป็นอะไรที่น่าสนใจ มีอะไรแปลกๆให้ค้นหา มีประวัติยาวนานและเรื่องลึกลับที่คุณไม่สามารถหาได้ที่ไหนในโลก มันเหมาะสมที่จะเป็นเป้าหมายสำหรับนักท่องเที่ยว มากกว่าจะเป็นเป้าหมายของนักลงทุน

13. "I haven't met a rich technician"
ผมไม่เคยเจอใครที่ร่ำรวยจากกราฟเทคนิเคิล

ผมเคยได้ยินคนพูดว่า Trend is your friend แนวโน้มคือเพื่อนของคุณ แต่นักเทคนิคเหล่านั้นอาจจะยังพูดไม่หมด ประโยคเต็มๆอาจจะพูดว่า (Maybe) the trend is your friend (for a few minutes.) แนวโน้ม(อาจจะ)เป็นเพื่อนของคุณ(ชั่วคราว)

14. "I was poor once, I didn't like it, I don't want to be poor again"
ผมเคยเป็นเด็กยากจน ผมไม่ชอบมันเลย และผมตั้งใจว่าจะไม่กลับไปจนอีกแล้ว

ผมเคยอยู่ในช่วงความย่ำแย่ของอเมริกา ผมขอเรียกมันว่า A lost decade (ทศวรรษที่สาบสูญ) ในแง่ของตลาดหุ้น อัตราการจ้างงาน อุตสาหกรรมการผลิต ผมคิดว่าอเมริกาจะไม่กลับมาดีเหมือนเดิมอีกแล้ว

แต่ในความเป็นจริง คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มดีขึ้น มันเริ่มกลับมาไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นที่รีบาว คนเริ่มมีงานทำ มีบ้านเป็นของตัวเอง ตอนนั้นผมรู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็น "วัฎจักร" สิ่งที่มันแย่ๆ สักวันหนึ่งมันก็จะกลับมาดีขึ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็เช่นเดียวกัน ผมรู้ความลับนี้แล้ว ผมจึงตั้งใจไว้ว่าผมจะไม่กลับไปถังแตกอีก

ผู้แปล SiTh LoRd PaCk
ขอบคุณเว็บไซด์ http://www.businessinsider.com/
Credit: Stock2morrow
การลงทุน : เดินสุ่มในวอลสตรีท ( ตอนที่ 1)

การลงทุน : เดินสุ่มในวอลสตรีท ( ตอนที่ 1)

ขอบคุณหนังสือ “เดินสุ่มในวอลสตรีท” A Random Walk Down Wall street ผู้เขียน : Burton G.Malkiel ผู้แปล : ดร.อนุกัลยณ์ จีระลักษณกุล


ตอนที่ 1

ฟองสบู่ของบ้านและการล่มสลายในช่วงต้นปี ค.ศ.2000
ฟองสบู่ที่เกิดกับราคาบ้านเดี่ยวที่เกิดขึ้นในช่วงปีต้นๆ ของสหัสวรรษใหม่นี้ เป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา การขยายตัวและการล่มสลายของลงของราคาบ้าน ได้ส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันทั่วๆไปอย่างมากมายเกินกว่าการปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นในครั้งที่ผ่านๆมาทั้งหมด มูลค่าของบ้านเดี่ยวเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุดในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วไป เพราะฉะนั้นราคาบ้านที่ลดลงจะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของครอบครัว ราคาบ้านที่ลดลงอย่างฮวบฮาบเกือบจะทำให้ระบบการเงินของสหรัฐ และของนานาชาติล่มสลายลงและได้ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรวดเร็วและเจ็บปวดไปทั่วโลก

ฟองสบู่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ชัดว่า การแตกออกของฟองสบู่จะนำมาซึ่งการหยุดชะงักกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การล่มสลายลงของราคาสินทรัพย์ในภาวะฟองสบู่จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักเก็งกำไรเท่านั้น ฟองสบู่เป็นอันตรายอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อมันเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของสินเชื่อและการเพิ่มขึ้นของการใช้ Leverage (ทางการเงิน) ทั้งสำหรับผู้บริโภคเองและสถาบันการเงิน
ประสบการณ์ในสหรัฐฯ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ได้แสดงเป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจ อุปสงค์ของบ้านที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นไปอีกเป็นวัฏจักรอย่างต่อเนื่อง วงจรที่ทำให้มีการใช้ Leverage เพิ่มขึ้นจะเกิดจากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อแย่ลง ซึ่งในท้ายที่สุด คนทั่วไปและสถาบันการเงินก็จะตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น
เมื่อฟองสบู่แตกออก วงจรที่มีอยู่นั้นจะเกิดหมุนย้อนกลับ ราคาลดลง ผู้คนจะพบว่าความมั่งคั่งของพวกเขาลดลง และภาระหนี้ของสัญญาจำนองบ้านที่มีอยู่นั้นจะมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าของบ้านของพวกเขา สินเชื่อกลายเป็นสินเชื่อเน่า และผู้คนก็จะงดการใช้จ่าย สถาบันการเงินที่มีระดับ Leverage สูง ก็จะเริ่มลดระดับของการใช้ Leverage ของตนเองลง ระบบการปล่อยสินเชื่อจะถูกระมัดระวังมากขึ้น จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง และผลลัพธ์ของวงจรย้อนกลับนี้ก็คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ฟองสบู่ที่เกิดจากการขยายตัวของการปล่อยสินเชื่อคือฟองสบู่ที่จะก่อให้เกิดอันตรายมากที่สุดสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคจริง
การลงทุน : เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

การลงทุน : เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ”
(Trade like a stock market wizard) By Mark Minervini

(ตอนที่ 2)
มูลค่ามาพร้อมกับราคา
หุ้นบางตัวดูเหมือนราคาถูก แต่จริงๆแล้วอาจจะแพงก็ได้ และหุ้นที่เหมือนจะราคาแพงหรือราคาสูงเกินไปอาจกลายเป็นหุ้นตัวต่อไปที่ราคาพร้อมจะทะยานขึ้นได้ ดังนั้นความจริงง่ายๆ คือ มูลค่าหุ้นมาพร้อมกับราคา

PE ถูกใช้กันมากเกินไปและเข้าใจผิดกันมาก PE ถูก ไม่ได้แปลว่าหุ้นถูกเสมอไป เพราะ PE Ratio ได้สะท้อนผลการดำเนินงานในอดีตและไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเลย ซึ่งนั้นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นจงระวังกับดักราคาถูก และอย่ามองข้ามหุ้นที่มีค่า PE Ratio สูง หุ้นเติบโตสูงมักจะมีราคาแพงซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามากเพราะบริษัทมีผลกำไรสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการเติบโตเร็ว

มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าหุ้นที่มีโอกาสเป็นหุ้นดาวรุ่งจะขายกันอยู่ในระดับ PE Ratio สูง ซึ่งทำให้นักลงทุนสมัครเล่น หรือรายย่อยกลัวจนถอยหนี

สรุปเรื่อง PE
ค่า PE Ratio ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้หาหุ้นดาวรุ่ง สิ่งที่สำคัญกว่าคือศักยภาพผลกำไรเติบโตมากกว่า
เทรดตามแนวโน้ม
1)    ขั้นตอนที่ 1 – ช่วงเพิกเฉย : ปรับตัวลง
2)    ขั้นตอนที่ 2 – ช่วงขาขึ้น : เก็บสะสม
3)    ขั้นตอนที่ 3 – ช่วงสูงสุด : เปลี่ยนมือ
4)    ขั้นตอนที่ 4 – ช่วงขาลง : ยอมจำนน

" เราอยู่ตรงไหนบนภูเขาลูกนี้"
การนับฐาน
ในขั้นตอนที่ 2 ให้สังเกตว่าจะมีการสร้างฐาน 3-5 ฐาน ตลอดขั้นตอนที่ 2 ช่วงขาขึ้น ฐานในช่วงท้ายๆ จะเป็นจุดสะสมหุ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นแรงซื้อหนักครั้งสุดท้ายของนักลงทุนสถาบัน
ฐานที่ 1 และ 2 หลุดจากการปรับฐานตลาด เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการกระโดดร่วมไปพร้อมกับแนวโน้มครั้งใหม่

การนับฐานช่วยให้ดูออกว่าอยู่ตรงจุดไหนในขั้นตอนที่ 2 ช่วงขาขึ้น เมื่อนำมารวมกับการวิเคราะห์ปริมาณซื้อขายและราคาควบคู่กับการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานก็ทำให้การนับฐานกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิ์ภาพมาก

การแบ่งกลุ่ม
กลุ่มอุตสาหกรรมและตัวเร่ง
การแบ่งบริษัทออกเป็นกลุ่มทำให้ได้มุมมองและจัดระบบความคิดต่อหุ้นตัวในตัวหนึ่งเฉพาะ และยังช่วยให้รู้ว่ากำลังพิจารณาบริษัทประเภทไหนอยู่เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในตลาด ทำให้ตัดสินใจได้ว่าหุ้นอยู่ในวัฏจักรช่วงไหน ซึ่งแบ่งกลุ่มได้ 6 กลุ่มต่อไปนี้
1)    หุ้นนำตลาด
2)    หุ้นคู่แข่งอันดับต้น
3)    หุ้นโปรดสถาบัน
4)    หุ้นกลับทิศ
5)    หุ้นวัฏจักร
6)    หุ้นนำตลาดและขึ้นช้าในอดีต

หุ้นนำตลาด
คือหุ้นที่บริษัทสามารถทำกำไรโตได้เร็วที่สุด ผู้เล่นแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม มักมียอดขายและผลกำไรอยู่อันดับ 1,2,3 และได้ส่วนแบ่งทางการตลาด หุ้นนำตลาดดูง่าย แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ทำใจซื้อยากเพราะราคาปรับขึ้นสูงมากแล้ว
อะไรดันหุ้นเหล่านี้สูงขึ้นได้
นักลงทุนสถาบันรู้จักบริษัท และศักยภาพของบริษัทดีพอ พวกเขามีอำนาจซื้อ พวกเขาไม่สนว่าหุ้นขึ้นมาเท่าไหร่แล้ว แต่สนว่าหุ้นจะไปถึงไหนและมีโอกาสเติบโตในอนาคตไหม

การเติบโตที่ดีที่สุด คือการขยายขนาด หมายถึง
1)    บริษัทได้ส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมโตเร็ว
2)    สินค้าและบริการของบริษัทอยู่ในตลาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดบริษัท
3)    มีความต้องการสินค้าและบริการประเภทนี้สูงมากจนทำให้บริษัทเติบโตในอัตราสูงเป็นระยะเวลานาน
หุ้นนำตลาดปรับขึ้นมากในช่วงเติบโตสูง โดยทั่วไปบริษัทเหล่านี้กำไรโต 20% หรือมากกว่า เช่นหุ้น Cisco System หุ้น walmart