ชอบอ่านคอลัมน์นี้ ซึ่งคอลัมน์นี้เขียนเกี่ยวกับธรรมะบ้าง ประวัติศาสตร์บ้าง เกี่ยวกับชั้นเชิงกลยุทธิ์ของนินายสามก๊กบ้าง อ่านแล้วได้ความรู้ และได้ข้อคิดดีๆ หลายอย่าง วันนี้ก็เช่นกันขอคัดข้อความบางตอนมาแบ่งปันให้ข้อคิด
“น้ำพริกถ้วยเดียว แก้ปัญหาได้หมดทั้งโลก” ของท่านพุทธทาส
ธรรมใกล้มือลำดับที่ 2 ของจดหมายพุทธทาส มีตราประทับว่า ให้ผู้อื่นต่อไป แบ่งปันเป็นธรรมทาน ถูกตั้งชื่อเป็นปริศนาว่า “น้ำพริกถ้วยเดียว”
ท่านอาจารย์บอกว่า ในระบบประชาธิปไตย ถ้าพลเมืองทุกคนเห็นแก่ตัว ก็จะเลือกได้ผู้แทนที่เห็นแก่ตัว ไปประกอบกันเป็นรัฐสภา ก็ได้สภาที่เห็นแก่ตัว
สภาจัดตั้งรัฐบาล ก็ได้รัฐบาลที่เห็นแก่ตัว ทั้งประเทศก็อยู่ใต้อำนาจของความเห็นแก่ตัว
ประชาธิปไตยของผู้เห็นแก่ตัว เลวร้ายกว่าเผด็จการ เพราะเปิดโอกาสให้ใช้ความเห็นแก่ตัวไม่มีขอบเขต “ยิ่งฉลาดก็ยิ่งใช้ได้มากและลึกซึ้ง”
ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นความมุ่งหมายของทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้า
พุทธศาสนา มีหลักสอนความไม่มีตัว (อนัตตา) เป็นใจความสำคัญ
ในสวนโมกข์ มีวันกรรมกรให้พระเณรได้อาบเหงื่อ เพื่อเกิดนิสัยบูชาเหงื่อเป็นพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด พระเณรถูกสอนให้สันโดษตามคำขวัญประจำวัด “กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเท่าเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง”
ตัวสมภารใหญ่....คือท่านอาจารย์พุทธทาสเอง ผ่านมหาวิทยาลัยเด็กวัด เด็กวัดทุกคนต้องตื่นทำงานก่อนไก่ลงจากเล้า ใครไม่ตื่นเพื่อนจะเอาน้ำเทรด
ตื่นแล้วไปเดินปิ่นโต เอาอาหารจากหมู่บ้านกลับมาจัดที่ทาง และรับใช้ตลอดเวลาที่พระฉันอาหาร เหลือจากพระฉัน เลี้ยงแมวแล้วจึงได้รับประทานกันเอง
เก็บกวาดเรียบร้อย เริ่มเรียนหนังสือรอบเช้า เสร็จจากพระฉันเพลก็ต้องเรียนหนังสือรอบบ่าย เย็นลงไปขุดดินทำสวนครัว แล้วเก็บเอาไปแจก ตอบแทนชาวบ้าน....
ที่เคร่งครัดมากอีกอย่าง คือต้องไหว้คนแก่ ไม่ว่าจะเป็นคนดี หรือคนบ้า คนสูบกัญชาไม่น่าไหว้ก็ต้องไหว้ การไหว้คนสูบกัญชามันช่างเจ็บปวด แต่ก็เป็นผลดีในการฝึกลดความเห็นแก่ตัว
มหาวิทยาลัยวัด ให้บทเรียนอย่างนี้ จึงผลิตเด็กที่มีจิตวิญญาณอันวิเศษ ไม่เห็นแก่ตัว แตกต่างจากมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ บางโรงเรียนเด็กจะเห็นแก่ตัว
มนุษย์สมัยนี้ ถือศีลเพียงข้อเดียว คือความไม่เห็นแก่ตัว ก็จะเป็นมนุษย์ที่มีศีลทั้งสิ้นโดยอัตโนมัติ ไม่มีปัญหทางศีลธรรม ปัญหาการปกครอง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาการเมือง
