ทำอย่างไรถึงจะรวย

ทำอย่างไรถึงจะรวย

ทำอย่างไรถึงจะรวย ?

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ลึกๆแล้วต้องการที่จะมีเงินใช้อย่างสบาย ซึ่งก็มีความหมายนัยๆว่ารวยนั้นเอง เพียงแต่คำว่ารวยของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนมีเงินเพียง 5 แสนบาทก็คิดว่ารวยแล้ว ในขณะที่บางตนมีเงินหลายหมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคิดว่าตัวเองไม่รวยพอ ดังนั้น เรื่องของความรวยที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ จะไม่ระบุว่าเป็นจำนวนเท่าใด แต่จะขอพูดถึงเรื่องของการมีเงินใช้อย่างสุขสบายเป็นหลัก

     สิ่งแรกที่จำเป็นสำหรับการตั้งต้นของหนทางแห่งความรวยก็คือ อย่างรังเกียจความรวย เพราะถ้าหากท่านมองว่าความรวยเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแล้ว ท่านก็จะไม่มีวันที่จะพยายามทำให้ตัวเองรวย เพราะคงไม่มีใครอยากทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ หากตั้งใจที่จะทำให้ตัวเองรวยแล้ว ความตั้งใจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้ท่านมีความพยายามที่จะกระทำเพื่อ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้ได้
สิ่งที่จำเป็นต่อมาก็คือ การประเมินว่าตัวเองมีเงินเท่าไหร่จึงจะสามารถใช้จ่ายได้อย่างสุขสบาย ซึ่งท่านก็สามารถประเมินได้จากการใช้จ่ายปกติทั่วไปในชีวิตประจำวัน และประเมินว่าจำนวนเงินที่ท่านใช้ในปัจจุบันจะมีค่าเป็นเท่าใดในอนาคต (ตามอัตราเงินเฟ้อ) จากนั้น ท่านก็ต้องลองคำนวณดูว่าเมื่อนับรวมระยะเวลาทั้งหมดในการใช้จ่ายของท่านแล้ว จะเป็นเงินจำนวนเท่าใด ท่านก็จะทราบว่าท่านจะต้องมีเงินเก็บเท่าใดจึงจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุข สบายโดยไม่เดือดร้อนใคร ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันท่านอายุ 40 ปี และท่านต้องการเกษียณอายุเมื่ออายุ 60 ปี โดยที่หลังเกษียณอายุท่านคาดว่าท่านจะมีอายุถึง 80 ปีโดยที่หลังเกษียณอายุท่านต้องการมีเงินใช้เทียบเท่ากับเงิน 20,000 บาทต่อเดือน ในปัจจุบัน และสมมติว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเท่ากับ 5 % ต่อปี ในกรณีนี้ หากท่านฝากเงินไว้กับธนาคารซึ่งคาดว่าจะได้รับดอกเบี้ยหลังหักภาษีเท่ากับ 1 % ต่อปี ในวันที่ท่านเกษียณ ท่านจะต้องมีเงินเก็บประมาณ 17.4 ล้านบาท ท่านจึงจะสามารถมีเงินใช้ได้เมื่อเทียบเป็นค่าเงินปัจจุบันเท่ากับ 20,000 ต่อเดือน

     หัวใจที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับเส้นทางสู่ความรวยก็คือ ความมีวินัยในการออมและการลงทุน นักลงทุนเป็นจำนวนมากมักจะขาดวินัยในการออมและการลงทุน เพราะการออมและการลงทุนในช่วงแรกๆ ผลตอบแทนที่ได้มักจะไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก เพราะแลดูเหมือนว่าได้ผลตอบแทนน้อย เช่น หากนักลงทุนลงทุนจำนวน 100 บาท โดยได้ผลตอบแทน 10 % ต่อปี เมื่อครบปีแรก เงินลงทุนของท่านจะเพิ่มเป็น 110 บาท เพิ่มเป็น 121 บาท ในปีที่สอง และเพิ่มเป็นเป็น 133.1 บาท ในปีที่ 3 ซึ่งการที่เงินแลดูเหมือนเพิ่มขึ้นน้อยนี้ อาจทำให้นักลงทุนบางท่านที่ต้องการรวยเร็วละทิ้งวินัยการลงทุนได้ แต่ถ้าท่านยึดถือวินัยการลงทุน และสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ย 10 % เป็นเวลา 20 ปีเงินลงทุนของท่านจะเพิ่มเป็น 672.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่าของเงินลงทุนเริ่มต้น ซึ่งถ้าท่านเปลี่ยนเงินลงทุนจาก 100 บาท เป็น 500,000 บาท เงินลงทุนของท่านก็จะเพิ่มเป็น 3,363,750 บาทในปีที่ 20 สำหรับบางท่านที่ต้องการรวย แต่ยังมีเงินเก็บไม่พอ ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีวินัยในการออมและการลงทุนมากขึ้น โดยท่านควรออมหรือลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เช่น ท่านอาจจะออมหรือลงทุนเป็นจำนวนอย่างน้อย 5,000 บาททุกเดือน และออมเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

     สิ่งสำคัญประการสุดท้ายก็คือ เวลา การที่ท่านจะเป็นคนรวยได้จะต้องอาศัยการออมและการลงทุนเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น Mr. Warren Buffet ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มีสินทรัพย์ประมาณ 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เริ่มลงทุนครั้งแรกตั้งแต่ปี 1954 ด้วยเงินเพียง 100 เหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่การที่เขาให้เวลาในการสะสมความร่ำรวย และการรักษาวินัยการลงทุน จึงทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน การที่ท่านนักลงทุนไม่ให้เวลาในการออมและการลงทุน จะเป็นสาเหตุให้ท่านนักลงทุนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เกินกว่าระดับที่เหมาะสมต่อท่าน รวมถึงการทำให้ท่านไม่สามารถรักษาวินัยในการออมและลงทุนไว้ได้

     อย่างไรก็ตาม การที่ท่านจะเป็นคนรวย ท่านควรจะเป็นคนรวยที่มีความสุขและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะหากท่านมีความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แต่ขาดซึ่งความสุขและสุขภาพที่ดี ก็อาจจะไม่คุ้มค่าที่จะสร้างความร่ำรวยได้ ดังนั้น การสร้างความร่ำรวย ท่านควรคำนึงถึงแนวทางของความสุขและสุขภาพที่ดีด้วย เช่น ร่ำรวยอย่างสุจริตและไม่เบียดเบียนใคร ไม่เก็บออมหรือทำงานหนักมากเกินไปจนสุขภาพทรุดโทรม หรือท่านมามารถเพิ่มความสุขจากความร่ำรวยของท่าน โดยการบริจาคเงินที่ได้ส่วนหนึ่งให้แก่การกุศล เป็นต้น        

โดย คุณวีระชาติ ชุตินันท์วโรดม

ที่มา TSI Investment Wiki
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมhttp://www.tsi-thailand.org/
http://www.set.or.th/
14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก

14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก

14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก กลั่นมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต


จิม โรเจอร์ส ผู้ได้รับสมญานามว่า "อินเดียน่า โจนส์ แห่งวอล์สตรีท" เขาเคยจัดตั้งกองทุน Hedge Fund ชื่อว่า Double Eagles คู่กับจอร์จ โซรอส แต่ด้วยแนวทาง วิถีคิดที่แตกต่างกันทำให้จิมแยกตัวออกมาจัดตั้งกองทุน Hedge Fund เป็นของตัวเอง และใช้ชีวิตเดินทางรอบโลกกับภรรยาของเขา .. จิม โรเจอร์ส มีชื่อเสียงมากในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งได้รับการยกย่องจากสื่อว่าเป็นระดับกูรูเลยทีเดียว

จิม โรเจอร์ส มีความเห็นว่าตลาดกระทิงรอบใหญ่จะเกิดที่เอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน ในขณะที่ตลาดอเมริกาและยุโรปจะไม่ได้เป็นตลาดที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน ดังนั้นนักลงทุนทีอ่ยากรวยจะต้องมาลงทุนในเอเชีย

และนี้คือ สุดยอด 14 แนวคิดจากนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จิม โรเจอร์ มีอะไรกันบ้าง ไปดูกันครับ

1. "Most successful investors, in fact, do nothing most of the time."
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะไม่ซื้อๆขายๆบ่อยครั้ง

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มักจะตัดสินใจที่จะขยับพอร์ตโฟลิโอไม่บ่อยครั้งนัก หมายความว่าโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นนักลงทุนระยะยาว และพวกเขาก็ถือได้อย่างยาวนานจริงๆ ตราบใดที่คุณซื้อๆขายๆบ่อยครั้งก็มั่นใจได้เลยว่าคุณจะตัดสินใจผิดพลาด ก็เหมือนอย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์พูด ยิ่งคุณขยับมากเท่าไร ผลตอบแทนก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น

2. "If you want to make a lot of money, resist diversification."
ถ้าคุณอยากทำเงินได้มากๆ จงหลีกเลี่ยงการกระจายความเสี่ยง

โบรคเกอร์หรือนักบริหารการเงินมักจะพูดอยู่เสมอ่า "จงกระจายความเสี่ยง" แต่คงจะไม่ใช่ทั้งผมหรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เพราะคนที่ประสบความสำเร็จจะลงทุนแบบมุ่งเน้นเท่านั้น สำหรับการกระจายความเสี่ยงแล้วเป็นวิถีของมือสมัครเล่นที่ไม่รู้ว่าคตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

สมมุติว่าคุณซื้อหุ้นสัก 10 ตัวในพอร์ตการลงทุน คุณลงเงินตัวละ 1 แสนบาท แน่นอนว่าจะมีบางตัวที่วิ่งดีมากๆ อาจจะวิ่งไปถึง 10 เท่า ซึ่งนานๆทีจะได้เห็นหุ้นแบบนี้สักครั้ง ไม่แน่ว่าชั่วชีวิตคุณอาจจะได้เห็นแบบนี้ประมาณ 2-3 ครั้งเท่านั้น ต่อให้คุณทำได้ถึง 10 เท่า อย่างมากคุณก็ทำเงินได้แค่ 1 ล้านบาท ดังนั้นแล้วคุณควรลงทุนแบบมุ่งเน้น มีหุ้นเพียง 2-3 ตัวที่คุณมั่นใจจริงๆ แล้วที่สำคัญ คือ จงซื้อมันให้หนัก

3. "It is remarkable how many people mistake a bull market for brains."
มีนักลงทุนจำนวนมาก พลาดตลาดกระทิงรอบใหญ่เพราะพวกเขาใช้เหตุผลจนเกินไป

นักลงทุนส่วนมากแล้วจะคิดว่าพวกเขาฉลาดกว่าค่าเฉลี่ยของนักลงทุนทั้งหมด และการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะนำมาซึ่งความร่ำรวย พวกเขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาเคล็ดลับตลาดหุ้น กราฟเทคนิเคิล หรือแม้กระทั่งข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อให้ทราบว่าตลาดหมีกำบัวจะสิ้นท่า และกระทิงรอบใหญ่กำลังจะมา น่าเสียดายมากที่ความเป็นจริงแล้วสัญญาณเหล่านี้ไม่ส่งมาสักที จนกว่าหุ้นจะขึ้นมาหลายร้อยจุด แน่นอนว่าเราจะพลาดไป

คำแนะนำของผม คือ จงวิ่งเข้าหาโอกาสในขณะที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤต ต้องเกาะติดมันตลอดเวลา ห้ามทิ้งไม่ว่าเวลานั้นจะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม

4. "On Wall Street there's no truer adage than …'markets can remain irrational longer than you can remain solvent.'"
ในตลาดหุ้นไม่มีเหตุผล สิ่งที่มันผิด มันก็จะผิดได้อย่างยาวนานจนคนในตลาดเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกไปเลยก็ได้

ตอนผมทำงานบริหารกองทุน ผมเคยเล่นช๊อตหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเจ๊งแน่นอน แต่ผมช๊อตเท่าไรมันก็ไม่ลงสักทีจนผมรู้สึกว่าผมอาจจะคิดผิด ผมเลยยอมตัดขาดทุนไป ต่อมาผ่านไปอีก 5 ปี บริษัทนั้นได้ประกาศล้มละลายและหุ้นมันก็เหลือศูนย์ ผมคิดว่าผมเป็นคนฉลาด แต่นี้ก็เป็นตัวอย่างของคนที่ฉลาดแต่ไม่รวย ผมทำเรื่องที่เฉียดรวยไป ก็เหมือนกับที่จอห์น เมนาย์ด เคนส์ พูดเอาไว้ ตลาดหุ้นจะไม่มีเหตุผลไปเรื่อยๆและอยู่อย่างนานพอจนคุณรู้สึกเปลี่ยนใจ

5. "No matter what we all know today, it’s not going to be true in 10 or 15 years."
มวลชนคิดผิดเสมอ

นักลงทุนควรเรียนรู้ที่จะคิดได้ด้วยตัวเอง คิดอีกด้านหนึ่งของมวลชน พยายามคิดไม่เหมือนคนอื่น ตลาดหุ้นเป็นบทพิสูจน์แน่นอนแล้วว่าการทำตามฝูงชนนำไปสู่การขาดทุน ถ้าคุณยังไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะคิดด้วยตนเอง คุณจะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้นทางเดียวที่ทำได้ก็คือ คิดก่อนคนอื่น และลงมือทำก่อนคนอื่น

6. "If you want to be lucky, do your homework."
โชคเป็นสิ่งที่มนูษย์สร้างขึ้นจากการทำการบ้าน

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมได้ขายช๊อตหุ้น Helmerich & Payne บริษัทที่ทำเกี่ยวกับเครื่องขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลและภาคพื้นดิน ผมรู้มาว่าบริษัทน้ำมันหลายๆแห่งเริ่มกักตุนน้ำมันและมีแนวโน้มว่าจะลดการขุดเจาะพร้อมกับปลดคนงานออก แน่นอนว่าถ้าลดการขุดเจาะมันจะส่งผลแย่กับบริษัทที่ทำเครื่องจักรขุดเจาะน้ำมัน แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ มีคนพูดกับผมว่า ผมแค่โชคดีที่ทำเงินได้จากการขายช๊อต พูดด้วยความจริงเลยว่า ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา ผมเชื่อในเรื่องของความขยัน เรื่องโชคเป็นสิ่งที่มนูษย์สร้างขึ้นจากการทำการบ้าน

7.“Swim your own races.”
วิ่งในสนามที่คุณถนัด

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างนักลงทุนธรรมดากับนักลงทุนชั้นเซียน คือ ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองรู้ แต่ความแตกต่างของทั้งสอง คือ นักลงทุนชั้นเซียนจะเปิดใจรับฟังความเห็นใหม่ๆอยู่เสมอ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

8. "If the world economy gets better, commodities are very good place to be in ... even if the world economy does not improve, commodities are still a fabulous place to be."
สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นตัวเลือกทางการลงทุนที่น่าสนใจในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะดีหรือไม่ก็ตาม

โอกาสมีอยู่เสมอในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะประเทศที่ชอบพิมพ์เงินออกมา และตอนนี้มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

9. "The most sensible skill that I can give to somebody born in 2003 is a perfect command of Mandarin."
ทักษะที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบันสำหรับเด็กรุ่นใหม่ คือ ฝึกพูดภาษาจีนแมนดาริน

ผมมีความเห็นว่าโลกยุคใหม่ จะมุ่งหน้าสู่ประเทศจีน ผมเลยส่งเสริมให้ลูกสาวทั้งสองของผมแฮปปี้และเบบี้บีเรียนภาษาจีนแมนดาริน มีสภาวะแวดล้อมในการพูดภาษาจีนกลาง ผมมีความเชื่อว่าประเทศจีนจะเป็นเทรนแห่งอนาคต

10. "Become a Chinese farmer, that's what you should do."
เป็นชาวนาในประเทศจีน คุณจะร่ำรวย

ในอดีตคนที่อยากจะรวยส่วนใหญ่อยู่ในแวดวงการเงิน-การลงทุน แต่ในความเห็นของผม คือ โลกแห่งอนาคตจะเป็นโลกของการเกษตร สินค้าเกษตรจะยิ่งมีราคาแพงขึ้น คุณอาจจะทำเงินในโลกอินเตอร์เน็ต สั่งซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ต รับโอนเงินผ่านโลกออนไลน์ สร้างความบันเทิงทางอินเตอร์เน็ต แต่คุณไม่สามารถทำให้ตัวเองอิ่มท้องได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ต

11. "If you can find ways to invest in Myanmar, you will be very, very rich over the next 20, 30, 40 years."
ลงทุนในประเทศเมียนมา(พม่า) คุณจะร่ำรวย

ผมมีความเห็นว่า ประเทศเมียนมาเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังมาแรง หลายๆบริษัทก็ยังเล็กอยู่ แต่ในความเล็กมีความสวยงามซ่อนอยู่ การลงทุนระยะยาวในเมียนมาจะทำให้คุณร่ำรวยได้ ดังนั้น จงหาหนทางเพื่อลงทุนในประเทศเมียนมา

12."India is not a place for investors, but it's a fabulous country for tourists"
อินเดียไม่ใช่สถานที่ที่น่าลงทุน แต่เป็นสถานที่ที่น่าไปท่องเที่ยว

ผมมีความเห็นว่า อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่แต่กลับไม่น่าลงทุน ระบบเศรษฐกิจยังไม่ดีเท่าที่ควร ร้านค้าต่างๆถ้าเห็นว่าเราเป็นชาวต่างชาติ พวกพ่อค้าจะอยากได้เงินดอล์ล่าร์มากกว่าเงินรูปี นักการเมืองก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เข้าถึงปัญหาของประชาชนว่าต้องการอะไร และพวกเขาเหล่านั้นเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาค่าเงินที่ผันผวน ปัญหาความแออัด การคอรัปชั่น อย่างไรก็ตาม เรื่องของการท่องเที่ยวเป็นอะไรที่น่าสนใจ มีอะไรแปลกๆให้ค้นหา มีประวัติยาวนานและเรื่องลึกลับที่คุณไม่สามารถหาได้ที่ไหนในโลก มันเหมาะสมที่จะเป็นเป้าหมายสำหรับนักท่องเที่ยว มากกว่าจะเป็นเป้าหมายของนักลงทุน

13. "I haven't met a rich technician"
ผมไม่เคยเจอใครที่ร่ำรวยจากกราฟเทคนิเคิล

ผมเคยได้ยินคนพูดว่า Trend is your friend แนวโน้มคือเพื่อนของคุณ แต่นักเทคนิคเหล่านั้นอาจจะยังพูดไม่หมด ประโยคเต็มๆอาจจะพูดว่า (Maybe) the trend is your friend (for a few minutes.) แนวโน้ม(อาจจะ)เป็นเพื่อนของคุณ(ชั่วคราว)

14. "I was poor once, I didn't like it, I don't want to be poor again"
ผมเคยเป็นเด็กยากจน ผมไม่ชอบมันเลย และผมตั้งใจว่าจะไม่กลับไปจนอีกแล้ว

ผมเคยอยู่ในช่วงความย่ำแย่ของอเมริกา ผมขอเรียกมันว่า A lost decade (ทศวรรษที่สาบสูญ) ในแง่ของตลาดหุ้น อัตราการจ้างงาน อุตสาหกรรมการผลิต ผมคิดว่าอเมริกาจะไม่กลับมาดีเหมือนเดิมอีกแล้ว

แต่ในความเป็นจริง คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มดีขึ้น มันเริ่มกลับมาไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นที่รีบาว คนเริ่มมีงานทำ มีบ้านเป็นของตัวเอง ตอนนั้นผมรู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็น "วัฎจักร" สิ่งที่มันแย่ๆ สักวันหนึ่งมันก็จะกลับมาดีขึ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็เช่นเดียวกัน ผมรู้ความลับนี้แล้ว ผมจึงตั้งใจไว้ว่าผมจะไม่กลับไปถังแตกอีก

ผู้แปล SiTh LoRd PaCk
ขอบคุณเว็บไซด์ http://www.businessinsider.com/
Credit: Stock2morrow