ดาบสองคม ของอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ดาบสองคม ของอัตราดอกเบี้ยต่ำ

 “ดาบสองคม” ของอัตราดอกเบี้ยต่ำ

คอลัมน์ ส่องโลก สู่ขุมทรัพย์การลงทุน โดย ศิริพร  สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์

ในคอลัมน์ คุณศิริพร ได้อธิบายให้ทราบว่า ดอกเบี้ยต่ำเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Accommodative monetary policy) ใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พอดอกเบี้ยต่ำ คนก็ขาดแรงจูงใจในการออม เพราะดอกผลจากเงินฝากน้อย พอไม่ออมก็จะนำเงินมาจับจ่ายใช้สอย ในฝั่งเงินกู้ ทั้งคนและบริษัทต่างๆ จะมองเป็นโอกาสกู้เงินด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลง คนนำเงินกู้ไปซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ๆ เช่น บ้าน รถยนต์ และของใช้ฟุ่มเฟือยต่างๆ บริษัทใช้เงินไปคืนหนี้หรือลงทุนขยายกิจการสร้างกำไรเพิ่มเติมที่สูงกว่า และจ่ายเงินปันผล กลไกควรจะขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ และท้ายที่สุดเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ดอกเบี้ยต่ำอาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับล่อลวงให้เกิดหนี้สินมากขึ้นอย่างไม่ทันระวังตัว การกู้เงินในปริมาณที่พอดีและนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์เพื่ออนาคตเป็นเรื่องดี  แต่ในทางกลับกันบางบริษัทฉวยโอกาสที่ดอกเบี้ยต่ำก่อหนี้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่า (Refinance) รวมทั้งสร้างหนี้ใหม่ไปเรื่อยๆ  จากบริษัทที่น่าจะล้มละลายไปแล้วกลับอยู่รอดมาถึงวันนี้ แต่มีหนี้ก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ เราเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “บริษัทซอมบี้”

บทเรียนสำคัญจาก “วิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือ วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์” ในปี 2551 ซึ่งปะทุจากฝั่งอเมริกา เริ่มต้นด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในขาลงมาตลอดในช่วงหลายปีจาก 6.5% ในปี 2543 มาที่ 0.5% ทุกวันนี้ ล่อตาล่อใจให้บริษัทรวมถึงคนกู้เงินและสะสมหนี้ คนใช้เงินซื้อบ้าน ทำให้ราคาบ้านพุ่งจนเกิดเป็นภาวะฟองสบู่และแตกออกลามไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

สุดท้ายรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเปลี่ยนถ่ายโยกย้ายหนี้จากภาคครัวเรือนและเอกชนมาเป็นของรัฐ ทำให้หนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า เมื่อภาคครัวเรือนและเอกชนมีความหวังว่าเศรษฐกิจใกล้ฟื้นตัว จะกลับมากู้ กระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อและเศรษฐกิจขึ้นอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริง หลังวิกฤตภาคครัวเรือนและเอกชนยังเข็ดกับการกู้ รวมถึงธนาคารมีเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันหนี้เสีย ภาระหนี้จำนวนมากจึงยังกองอยู่กับรัฐบาลต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้ในปี     2552 แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำและหนี้สูง ยังส่งทอดมาถึงตลาดในประเทศเกิดใหม่ ภายในปีเดียวกันนั่นเอง เหตุผลหลักๆคือ ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ไม่น่าพอใจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากแหล่งอื่นๆ (search for yield) เงินจำนวนมากจึงไหลเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นจึงเป็นที่ต้องการและทยอยแข็งค่าขึ้น ส่งผลลบต่อธุรกิจส่งออกที่ประเทศเกิดใหม่ล้วนยังต้องพึ่งพิงอยู่ ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นถูกกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อสกัดการไหลข้าวของเงินทุน วงจรที่เคยสร้างความเสียหายเดิมๆ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นการกู้ยืมในประเทศเกิดใหม่ โชคดีที่โลกมีบทเรียนจากวิกฤตครั้งก่อน จึงมีการควบคุมและชะลอการเติบโตของสินเชื่อก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

แม้จะไม่ได้ก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหม่ แต่ก็ทำให้การเติบโตโดยรวมชะงักงัน สินเชื่อที่ชะลอลง ทำให้ GDP ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่เหล่านั้นชะลอลงด้วย จากเศรษฐกิจที่เคยโตได้เฉลี่ยกว่า 9%  ต่อปี ในปี 2553 ปัจจุบันกลับช้าลงที่เฉลี่ยประมาณ 4%  ต่อปีเท่านั้น

เมื่อถูกบังคับด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การลงทุนให้ได้กำไรมากๆ เร็วๆ เหมือนเมื่อก่อนเป็นไปได้ยากขึ้น ที่สำคัญคือ เราจะปรับการลงทุนของเราอย่างไรให้เหมาะสม ดังนั้น ถ้าจะเจาะเฉพาะกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นต่อจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการคัดสรรและลงทุนเฉพาะในหุ้นดังต่อไปนี้
1.    หุ้นของบริษัทที่กำไรเติบโตสูง
2.    หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน
3.    หุ้นของบริษัทที่กระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสูง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด นักลงทุนควรมี “การกระจายความเสี่ยง” อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ไปได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2559
12 ปัจจัยแห่งเศรษฐกิจยุคใหม่ : เศรษฐกิจดิจิทัล The Digital Economy

12 ปัจจัยแห่งเศรษฐกิจยุคใหม่ : เศรษฐกิจดิจิทัล The Digital Economy

ขอขอบคุณหนังสือ เศรษฐกิจ ดิจิทัล The Digital Economy
ผู้แต่ง Don Tapscott   แปลและเรียบเรียงโดย นายพรศักดิ์ อุรัจฉัทชัยรัตน์

หนังสือ The Digital Economy ได้พิมพ์ออกมาจำหน่ายตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 และเขียนเพิ่มเติมเป็นฉบับ Anniversary ในปี ค.ศ.2015 ซึ่งเป็นฉบับนี้ ซึ่งผู้แต่งมีวิสัยทัศน์ในการนำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล และยังได้คาดการรูปแบบเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต่อมาในปัจจุบันได้ผ่านไปแล้ว 20 ปี ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คำทำนายในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่ผู้เขียนได้คาดการณ์ไว้ทั้งสิ้น

เศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรื่องรอง
เศรษฐกิจยุคใหม่ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการแข่งขันเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการผลิต หรือเป็นความสามารถในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้อยู่ใยนรูปแบบที่เกินจินตนาการก็ตามที ผู้เขียนบอกว่าการทำความเข้าใจแก่นแท้ทั้ง 12  ปัจจัยดังต่อไปนี้ จะทำให้เรารู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจยุคใหม่กับยุคเก่า ซึ่งจะทำให้เราพร้อมรับมือและสร้างการเปลี่ยนรูปองค์กรของคุณได้สำเร็จ

12 ปัจจัยแห่งเศรษฐกิจยุคใหม่

ปัจจัยที่ 1 : องค์ความรู้
“เศรษฐกิจยุคใหม่ คือ เศรษฐกิจแห่งองค์ความรู้”
สินค้าและบริการจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญด้วยแนวคิดความรู้และเทคโนโลยี ที่แฝงอยู่ในตัวของพวกมันเอง เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ “สินค้าฉลาด” เริ่มเข้ามาปฏิวัติสังคมในทุกแง่ทุกมุม
•    เสื้อผ้าสมาร์ท
•    สมาร์ทการ์ด
•    สมาร์ทเฮาส์
•    สมาร์ทโรด
•    สมาร์ทคาร์
•    สมาร์ทไทร์
•    สมาร์ททีวี
•    สมาร์ทโฟน
ในยุคที่เศรษฐกิจตั้งอยู่บนมันสมองมากกว่าความทันสมัยนั้น มันจึงต้องเปลี่ยนการทำงานทุกอย่างไปสู่องค์ความรู้ ทรัพย์สินที่มีสติปัญญาจึงเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จขององค์กรในยุคนี้ นั่นก็คือ พนักงานผู้มีความรู้ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับโลกปัจจุบัน

ปัจจัยที่ 2 : เปลี่ยนเป็นดิจิทัล
“เศรษฐกิจยุคใหม่ คือ เศรษฐกิจดิจิทัล”
ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ทุกอย่างอยู่ในรูปดิจิทัลหมด แล้วส่งผ่านเคลือข่ายได้ง่ายมาก ข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกบีบอัดแล้วส่งผ่านซึ่งกันและกันด้วยความเร็วเท่ากับแสง แถมคุณภาพงานที่ออกมาก็มีมากกว่าสมัยโบราณ

ปัจจัยที่ 3 : ความเสมือนจริง
“เมื่อข้อมูลถูกเปลี่ยนรูปไปเป็นดิจิทัล สิ่งที่เคยจับต้องได้ก็จะกลายเป็นสิ่งเสมือนจริง มันจะเปลี่ยนกระบวนการเผาผลาญทางเศรษฐกิจ รูปแบบของสถาบันต่างๆ และความสัมพันธ์ รวมถึงธรรมชาติการทำกิจกรรมต่างๆด้วย”
ในเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ มีคำบางคำที่พวกเราควรทำความรู้จักเอาไว้ก่อน เช่น
Virtual alien คือพนักงานที่ทำงานให้เราแต่นั่งทำงานจริงๆ อยู่อีกประเทศหนึ่ง เช่นประเทศอินเดีย

ปัจจัยที่ 4 : ขับเคลื่อนด้วยหน่วยย่อย

“เศรษฐกิจยุคใหม่เป็นเศรษฐกิจที่เกิดจากหน่วยย่อยเล็กๆ เข้ามารวมกังองค์กรขนาดใหญ่เทอะทะในแบบเดิมที่กำลังถูกปฏิเสธ แล้วแทนที่ด้วยกลุ่มของหน่วยย่อยเล็กๆที่มีอิสระ เข้ามาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามที่ตนเองถนัด องค์กรไม่จำเป็นต้องล้มหายตายจาก เพียงแต่ต้องเปลี่ยนรูปตนเองจาก “ความใหญ่” ไปสู่ สิ่งย่อย”

เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับความสัมพันธ์ภายในองค์กร เราจึงพบวิธีการสื่อสารมากมาย ยกตัวอย่างเช่น สื่อขนาดใหญ่เพื่อคนหมู่มากกลายสภาพเป็น กลุ่มผู้อ่านและผู้ฟังที่พูดคุยโต้ตอบกันเองด้วยล้านแปดวิธี พวกเขาไม่รอตารางออกอากาศ แต่พวกเขาจะเลือกมันเอง สินค้าจึงถูกผลิตขึ้นมาจากแต่ละหน่วยย่อย แบ่งการทำงานออกเป็นส่วนๆ ผ่านระบบการติดต่อสื่อสารที่เป็นมาตรฐานกลาง ซึ่งซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ขององค์กรต้องออกแบบมาเพื่อให้ทำงานเป็นส่วนกับผู้อื่นๆ แบบนั้นให้ได้ และนักการตลาดต้องเปลี่ยนการทำตลาดเพื่อคนหมู่มากให้กลายเป็นหน่วยย่อยที่แตกต่างจากกัน ซึ่งต้องได้รับข้อมูลที่แตกต่างกันด้วย

ปัจจัยที่ 5 : เครือข่ายบูรณาการ
“เศรษฐกิจยุคใหม่เป็นเศรษฐกิจแห่งเครือข่ายที่นำเอาแต่ละหน่วยย่อยมารวมกันเป็นกลุ่มก้อน”
ดังนั้นเทคโนโลยียุคใหม่จึงเปิดทางสะดวกให้องค์กรขนาดเล็กได้เปรียบองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยการเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่ด้วยกว่า แถมยังมีข้อจำกัดในเรื่องกฎเกณฑ์ที่น้อยกว่า โครงสร้างองค์กรที่เรียบง่ายมากกว่า จึงมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนได้ดีกว่า “องค์กรที่ทำงานอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต” จึงมีความหมายมากกว่าคำว่า “องค์กรเสมือน” มากมายนัก เพราะมันเข้าถึงลูกค้าที่อยู่ภายนอกได้ด้วย รวมทั้งปรับเงื่อนไขการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มผู้ให้บริการจากภายนอกใหม่ๆได้ตลอดเวลา

ปัจจัยที่ 6 : ไร้คนกลาง 
  
“คนกลางที่ทำงานอยู่ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคจะหายไป ถ้าพวกเขาไม่เพิ่มคุณค่าให้ตนเอง”
ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องวิตกกังวล หากคุณอยู่ในธุรกิจเป็นสื่อกลางหรือเป็นพ่อค้าคนกลาง ทุกธุรกิจที่เป็นตัวแทนนายหน้า เป็นผู้ทำรายการแทนให้เป็นผู้ทำรายการแทนให้ ในยุคก่อนดิจิทัลมาถึงต้องปรับเปลี่ยนตนเองใหม่ นักดนตรีไม่ต้องการผู้รับจ้างบันทึกเสียงแล้ว อีกทั้งไม่ต้องการร้านจัดจำหน่าย ไม่ต้องการสื่อพิมพ์โฆษณา ผู้ผลิตอาหารไม่ต้องการตัวแทนขายส่ง ไม่ต้องการห้างสรรพสินค้า เพราะผู้บริโภคสั่งสินค้าให้มาส่งถึงบ้านได้ด้วยตนเอง

ปัจจัยที่ 7 : หลอมรวมเป็นหนึ่ง
ปัจจัยที่ 8 : นวัตกรรม
ปัจจัยที่ 9 : ผู้บริโภคร่วมผลิต
ปัจจัยที่ 10 : ทันการณ์
ปัจจัยที่ 11 : โลกาภิวัฒน์
ปัจจัยที่ 12 : ความไม่ลงรอย




5 วิธีคิดของซูเปอร์เศรษฐี

5 วิธีคิดของซูเปอร์เศรษฐี

ขอขอบคุณ คอลัมน์ Asia Wealth Corner โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหารสายงาน Wealth Management บริษัท หลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด

ในคอลัมน์นี้ได้พูดถึง ลักษณะนิสัย พฤติกรรมหรือวิธีคิดของบรรดาผู้ที่ประสบความสำเร็จและสามารถเติบโตเป็นซูเปอร์เศรษฐีได้ด้วยตัวเอง (ไม่ได้รวยจากมรดก) เพื่อเป็นข้อคิดหรือแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่าน

1.    ฝันให้ใหญ่ บรรดาซูเปอร์เศรษฐีที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองส่วนใหญ่มักจะมีความฝันที่จะประสบความสำเร็จ และโดยมาฝันดังกล่าวไม่ได้เป็นฝันที่จะรวยแต่เป็นฝันเห็นความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการ หรือวิธีคิดของตัวเอง ดั่งที่เซอร์วิชาร์ด แบรนสัน ได้กล่าวไว้ว่า “ ถ้าสิ่งที่เราฝันยังไม่ทำให้เราเองยังกลัว ก็แปลว่าฝันนั้นมันยังเล็กไป”

2.    อดทน เมื่อเรามีความฝันและเริ่มลงมือทำให้ฝันเริ่มก่อร่างขึ้น ใจเราต้องนิ่งพอและมีความอดทนที่เพียงพอ เพื่อที่จะสานต่อความฝันหรือจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้ให้ไปถึงจุดสำเร็จ เรื่องความอดทนนี้เป็นอุปนิสัยที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นต่อเรื่องของความสำเร็จในชีวิต การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่ง

3.    ไม่หาข้อแก้ตัว บางครั้งเรื่องราวหรือสถานการณ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่เราตั้งสมมติฐานเอาไว้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราจะใช้เป็นเหตุผลในการแก้ตัวหรือเป็นข้ออ้างที่จะใช้เป็นข้อต่อรองต่อการบรรลุเป้าหมายแต่เป็นสิ่งที่เราต้องหาทางเอาชนะหรือก้าวข้ามหรือหลีกเลี่ยงให้ได้เพื่อที่จะมุ่งหน้าต่อไป

4.    ไม่เอาแต่เสียใจ  บางครั้งเหตุการณ์หรือผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่เรามุ่งหวังเอาไว้โดยเฉพาะเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ในระยะสั้นๆ หากเรารู้สึกเสียใจหรือผิดหวัง ควรเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นบทเรียนหรือประสบการณ์เพื่อใช้ปรับปรุงการตัดสินใจของเราในอนาคต ยิ่งเราอยู่ในโลกปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในเรื่องของการลงทุนที่ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ข้อผิดพลาดหรือผลลัพธ์ที่ไม่ได้ดั่งใจสามารถนำมาใช้เป็นบทเรียนที่จะไม่ให้เกิดขึ้นอีกหรือลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้ลดน้อยลงได้

5.    กล้าที่จะรับความเสี่ยง ในโลกปัจจุบันที่ปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การเมืองในประเทศและระหว่างภูมิภาค ภาวะอากาศ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต่างๆหากไม่มีการปรับตัวให้รับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ธุรกิจดังกล่าวอาจหยุดชะงักหรือล้มหายตายจากได้ ดังนั้นความคิดริเริ่มในการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยทำๆอยู่  ความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ หรือนอกโซนแห่งความสบายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หรืออย่างที่ สตีป จ็อบส์ กล่าวไว้ว่า “อย่าถามลูกค้าถึงสิ่งที่เขาอยากได้ เพราะเมื่อเราได้รับคำตอบและกว่าจะได้นำเสนอสิ่งนั้น ความต้องการของลูกค้าก็เปลี่ยนไปแล้ว”


ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2559

การลงทุน : เดินสุ่มในวอลสตรีท ( ตอนที่ 1)

การลงทุน : เดินสุ่มในวอลสตรีท ( ตอนที่ 1)

ขอบคุณหนังสือ “เดินสุ่มในวอลสตรีท” A Random Walk Down Wall street ผู้เขียน : Burton G.Malkiel ผู้แปล : ดร.อนุกัลยณ์ จีระลักษณกุล


ตอนที่ 1

ฟองสบู่ของบ้านและการล่มสลายในช่วงต้นปี ค.ศ.2000
ฟองสบู่ที่เกิดกับราคาบ้านเดี่ยวที่เกิดขึ้นในช่วงปีต้นๆ ของสหัสวรรษใหม่นี้ เป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา การขยายตัวและการล่มสลายของลงของราคาบ้าน ได้ส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันทั่วๆไปอย่างมากมายเกินกว่าการปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นในครั้งที่ผ่านๆมาทั้งหมด มูลค่าของบ้านเดี่ยวเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุดในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วไป เพราะฉะนั้นราคาบ้านที่ลดลงจะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของครอบครัว ราคาบ้านที่ลดลงอย่างฮวบฮาบเกือบจะทำให้ระบบการเงินของสหรัฐ และของนานาชาติล่มสลายลงและได้ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรวดเร็วและเจ็บปวดไปทั่วโลก

ฟองสบู่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ชัดว่า การแตกออกของฟองสบู่จะนำมาซึ่งการหยุดชะงักกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การล่มสลายลงของราคาสินทรัพย์ในภาวะฟองสบู่จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักเก็งกำไรเท่านั้น ฟองสบู่เป็นอันตรายอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อมันเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของสินเชื่อและการเพิ่มขึ้นของการใช้ Leverage (ทางการเงิน) ทั้งสำหรับผู้บริโภคเองและสถาบันการเงิน
ประสบการณ์ในสหรัฐฯ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ได้แสดงเป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจ อุปสงค์ของบ้านที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นไปอีกเป็นวัฏจักรอย่างต่อเนื่อง วงจรที่ทำให้มีการใช้ Leverage เพิ่มขึ้นจะเกิดจากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อแย่ลง ซึ่งในท้ายที่สุด คนทั่วไปและสถาบันการเงินก็จะตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น
เมื่อฟองสบู่แตกออก วงจรที่มีอยู่นั้นจะเกิดหมุนย้อนกลับ ราคาลดลง ผู้คนจะพบว่าความมั่งคั่งของพวกเขาลดลง และภาระหนี้ของสัญญาจำนองบ้านที่มีอยู่นั้นจะมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าของบ้านของพวกเขา สินเชื่อกลายเป็นสินเชื่อเน่า และผู้คนก็จะงดการใช้จ่าย สถาบันการเงินที่มีระดับ Leverage สูง ก็จะเริ่มลดระดับของการใช้ Leverage ของตนเองลง ระบบการปล่อยสินเชื่อจะถูกระมัดระวังมากขึ้น จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง และผลลัพธ์ของวงจรย้อนกลับนี้ก็คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ฟองสบู่ที่เกิดจากการขยายตัวของการปล่อยสินเชื่อคือฟองสบู่ที่จะก่อให้เกิดอันตรายมากที่สุดสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคจริง