15 แนวคิดของผู้ประสบความสำเร็จ โดย จอห์น ซี แมกซ์เวล

15 แนวคิดของผู้ประสบความสำเร็จ โดย จอห์น ซี แมกซ์เวล

15 แนวคิดของผู้ประสบความสำเร็จ

จอห์น ซี แมกซ์เวล, How Successful People Think
สรุปความโดย กร ดุรงคเวโรจน์ นักวิเคราะห์ บลจ.บัวหลวง
“บุคคลที่ประสบความสำเร็จต่างๆของโลกนั้น ล้วนแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน –พวกเขาคิดต่างจากคนทั่วไป”

1. คิดให้เป็นกิจวัตร การจะเป็นนักคิดที่เก่งจำเป็นต้องมีการฝึกฝนเป็นประจำ
แดน แคธี ซีอีโอของ Chick-fil-A แฟรนไชส์ฟาสต์ฟูดชื่อดังของสหรัฐ จัดเวลาให้ตนเองครึ่งวันทุกๆ 2 สัปดาห์ 1 วันทุกๆ เดือน และ 2-3 วัน ทุกๆ ปี เพื่อคิดตริตรองและวางแผนในเรื่องต่างๆ

2. ใช้กฏ 80/20 นั่นคือ อุทิศ 80% ของพลังงานทั้งหมดในตัวคุณให้กับ 20% ของกิจกรรมที่สำคัญที่สุด
จำไว้เสมอว่าคุณไม่สามารถอยู่ได้ทุกหนทุกแห่ง รู้จักคนทุกคน ทำอะไรได้ทุกสิ่ง หลีกเลี่ยงการทำหลายๆ กิจกรรมพร้อมกันหากมันทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณลดลง

3. เปิดกว้างตนเองแก่ความเห็นที่แตกต่างและเปิดใจแก่ผู้คนหลากหลายประเภท

4. ไอเดียเป็นสิ่งสำคัญ แต่การต่อยอดไอเดียนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน
เตือนตัวเองไว้เสมอว่าไอเดียนั้นไม่มีสารกันบูด จงรีบทำอะไรกับไอเดียดีๆ ที่เราคิดขึ้นมาได้ก่อนที่มันจะหมดอายุไปเสีย

5. ความคิดที่ดีนั้นใช้เวลาในการสร้าง
อย่าเพิ่งลงหลักปักฐานกับสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวของคุณ ความคิดที่ดีมักจะต้องมีการปรับแต่งให้มีรูปร่างและผ่านกระบวนการทดสอบมาแล้ว

6. คนฉลาดมักจะชอบทำงานร่วมกับคนฉลาด
การคิดร่วมกันมักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าคล้ายกับเป็นทางลัดให้กันและกัน การระดมความคิดจึงเป็นวิธีการที่เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วให้กับงานต่างๆ

7. ความคิดกระแสนิยมอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีที่สุดเสมอไป
อย่าเพียงทำตามผู้อื่นเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ ได้ไตร่ตรองมาแล้วจึงย่อมจะดีเสมอ ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากกว่ากว่าใครๆ นั้นมักคิดอะไรด้วยตนเอง เขาจึงโดดเด่นจากฝูงชน

8. วางแผนหรือกลยุทธ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความผิดพลาด
ให้แตกประเด็นใหญ่เป็นส่วนย่อยๆ เพื่อแยกแยะปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้นอย่าลืมตรวจสอบทรัพยากรและเครื่องมือต่างๆ ที่คุณมีและจัดวางมันให้เหมาะสมในการแก้ปัญหา

9. หาเวลาคิดและทำในสิ่งที่แตกต่างอยู่เสมอๆ
ลองทำอะไรในกิจวัตรประจำวันที่คุณยังไม่เคยทำมาก่อนเพื่อการหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตและหามุมมองกับไอเดียความคิดที่สดใหม่

10. ความคิดคุณไม่มีทางที่จะถูกต้องเสมอไป
ให้โอกาสกับความคิดผู้อื่นบ้าง (เจ้านายทั้งหลาย อ่านตรงนี้ซะ)

11. มีกำหนดการอยู่เสมอ อย่าวางแผนเพียงวันต่อวัน
ควรวางแผนล่วงหน้าระยะยาวให้เป็นนิสัย คิดก่อนว่าจะเรียนรู้เรื่องอะไรจากใคร คนฉลาดจะไม่เข้าสู่การประชุม งานสังสรรค์ หรือการจิบกาแฟพูดคุยอย่างไร้จุดหมาย (ใช้เวลาไปสร้างสรรงานอื่นๆ ดีกว่าเสียเวลาประชุมอะไรที่ไม่มีผลผลิตที่มีค่าพอ)

12. ฝึกฝนการคิดสะท้อน (Reflective Thinking) หรือการคิดหลายแง่มุม
นี่เป็นการคิดเป็นระบบเหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ การคิดที่มาจากการไตร่ตรองแล้วจะทำให้คุณมีความมั่นใจในการตัดสินใจ

13. หลีกเลี่ยงการพูดแง่ลบกับตนเอง จงคิดว่าคุณสามารถทำได้ และคุณจะทำ
คนฉลาดจะไม่เห็นข้อจำกัดต่างๆ แต่ในทางกลับกันเขาจะเห็นโอกาสที่ถูกหยิบยื่นมา

14. มีความคิดสร้างสรร
อุทิศเวลาให้กับการค้นหาไอเดียใหม่ๆ อย่าไปกลัวความคลุมเครือและความล้มเหลวในเรื่องต่างๆ

15. อย่ามองโลกในแง่บวกไปเสียทุกเรื่อง
ต้องคิดให้สมเหตุสมผล และยอมรับความเป็นจริง คิดวิเคราะห์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ จำลองสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้ และไม่ลืมที่จะวางแผนบนพื้นฐานของทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่
ท้ายที่สุดนั้น อย่าลืมว่าคุณสามารถเปลี่ยนแนวคิดของคุณได้ การเรียนรู้กระบวนการคิดที่ถูกต้องจะทำให้คุณเป็นคนที่คิดอย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณสามารถสร้างวินัยในการการคิด มันจะเป็นนิสัยที่ติดตัวคุณไปตลอด และจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิต



ที่มา : Thaivi.org โดย วรวรรณ ธาราภูมิ

กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม Blue Ocean Strategy


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม Blue Ocean Strategy
เขียนโดย W. Chan Kim , Rene’e Mauborgne
แปลโดย ศิริวรรณ

บทที่ 1 จะกล่าวถึง ลักษณะของธุรกิจที่อยู่ในน่านน้ำสีแดง ซึ่งในน่านน้ำสีแดง ได้กำหนดขอบเขตของอุตสาหกรรมไว้ และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป รวมทั้งกฎกติกาการแข่งขันก็เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว บริษัทฯต่างๆ พยายามทำให้ดีกว่าคู่แข่ง ด้วยการแย่งส่วนแบ่งของตลาดที่มีอยู่แล้วให้ได้มากกว่า แต่เมื่อพื้นที่ในตลาดมีประชากรหนาแน่นขึ้น โอกาสที่จะทำกำไรและการเติบโตก็ถดถอยลง ผลผลิตกลายเป็นสินค้าพื้นๆ ส่วนการแข่งขันแบบฟาดฟันกันถึงตายเล่นเอาน่านน้ำแดงฉานไปด้วยเลือด
    น่านน้ำสีคราม คือพื้นที่ในตลาดที่ยังไม่มีการจับจอง เป็นการสร้างความต้องการและโอกาสเติบโต สร้างผลกำไรมหาศาล แม้ว่าบางส่วนจะถูกสร้างขึ้นนอกขอบเขตอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะถูกสร้างในอาณาบริเวณน่าน้ำสีแดงโดยการขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น

บทที่ 2 จะแนะนำกรอบการทำงานและเครื่องมือเพื่อการวิเคราะห์ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างและครอบครองน่านน้ำสีคราม บริษัทต่างๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรุกต่อพื้นฐานอุตสาหกรรมหรือการตลาด โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือและกรอบความคิดของน่านน้ำสีคราม

บทที่ 3  เนื้อหาจะบอกถึงวิธีการทำให้การแข่งขันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องไปเลย โดยข้ามพรมแดนการแข่งขันแบบเดิมทั้งหกส่วน จากนั้นเปิดน่านน้ำสีครามที่สำคัญสำหรับการค้า เส้นทางทั้งหกนี้จะเน้นอุตสาหกรรมตัวเลือกอื่นๆ ข้ามกลุ่มกลยุทธ์ กลุ่มผู้ซื้อ ข้ามกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกันหรือบริษัทที่ใกล้เคียงกัน ข้ามเรื่องบทบาทหน้าที่ และอารมณ์ของกลุ่มอุตสาหกรรมก้าวผ่านกระทั่งกาลเวลา

บทที่ 4 แสดงให้เห็นว่าบริษัทจะสร้างกระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ก้าวล้ำการปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไป และสร้างนวัตกรรมเชิงคุณค่าได้อย่างไร โดยจะนำเสนอทางเลือกแทนกระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่มีอยู่แล้ว

บทที่ 5 แสดงวิธีขยายน่านน้ำสีคราม การสร้างตลาดสำหรับความต้องการใหม่ๆ ให้ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อลดสัดส่วนความเสี่ยงให้เหลือน้อยลงที่สุด

บทที่ 6 จะพูดถึงการวางแนวทางการออกแบบกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณไม่เพียงแต่ก้าวกระโดด ทางคุณค่าไปสู่ผู้ซื้อกลุ่มใหญ่เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างรูปแบบทางธุรกิจที่จะช่วยให้เกิดและรักษาการเติบโตที่ได้ผลกำไรด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

บทที่ 7 จะแนะนำสิ่งที่เราเรียกว่า “เกร็ดภาวะผู้นำ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้จัดการจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวข้ามอุปสรรคหลักๆ ภายใน ที่กีดขวางการนำกลยุทธ์น่านน้ำสีครามไปปฏิบัติได้อย่างไร โดยเน้นเรื่องความเสี่ยงขององค์กร วางภาพให้เห็นวิธีที่ทั้งผู้นำและผู้บริหารจะเอาชนะอุปสรรคทางด้านความรู้ความเข้าใจ ทรัพยากร การจูงใจ และการเมืองได้แม้จะมีเวลาและทรัพยากรในการดำเนินกลยุทธ์น่านน้ำสีครามอย่างจำกัด

บทที่ 8 จะหยิบยกประเด็นเรื่องการประสานการปฏิบัติกับการกำหนดกลยุทธ์จูงใจ ให้ผู้คนปฏิบัติและดำเนินการตามกลยุทธ์น่านน้ำสีคราม ในรูปแบบที่ยั่งยืนฝังลึกในองค์กร