การลงทุน : MBA เรียนด้วยตัวเอง

การลงทุน : MBA เรียนด้วยตัวเอง


ขอบคุณหนังสือ “ MBA เรียนด้วยตนเอง” MBA IN A DAY “ ผู้แปล ณัฐยา สินตระการผล

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ในหลักสูตร MBA จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ ที่จะทำให้คุณรอบรู้ด้านธุรกิจด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายมากมาย

    หนังสือเล่มนี้คุณจะได้เรียนรู้แนวคิดและหลักการพื้นที่ฐานที่นักศึกษา MBA ภาคปกติจะได้เรียน ประกอบกับแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือนักธุรกิจทั่วไป รวมไปถึงการใช้ในองค์กรขนาดใหญ่และอุตสาหกรรม หลักการและแนวคิดเหล่านี้ไม่ได้เจาะจงใช้ในธุรกิจหรืออาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นหลักการและแนวคิดที่เป็นมาตรฐานสากล เป็นเชิงกลยุทธ์และจำเป็นในการนำมาใช้กับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
ส่วนที่ 1 : บุคคล การบริหาร และนโยบาย (People, Management and Policy) ส่วนนี้จะเน้นในมุมมองด้านบุคคลของธุรกิจ โดย 
   บทที่ 1 “ทรัพยากรบุคคล (Human Resources)” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลที่มีต่อความสำเร็จและความได้เปรียบในเชิงแข่งขันของธุรกิจ
   บทที่ 2 “พฤติกรรมองค์กร (Organizational Behavior)” แสดงให้เห็นพลวัตของการทำงานร่วมกันของบุคคลภายในสภาพแวดล้อมขององค์กร
บทที่ 3 “ภาวะผู้นำและการสร้างทีมงาน (Leadership and Team Building)” อธิบายความแตกต่างระหว่างการบริหารจัดการและการเป็นผู้นำ รวมถึงการเสนอแนวคิดในการบริหารการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความสำเร็จขององค์กร
   บทที่ 4 “จริยธรรม (Ethics)” เน้นไปที่ความซับซ้อนและปัญหาที่ผู้บริหารจะต้องเผชิญ ในการตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง ภายใต้สภาพแวดล้อมขององค์กรที่มีความไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน
   บทที่ 5 “การเจรจาต่อรอง(Negotiation)” แสดงให้เห็นพลวัตของการเกิดความขัดแย้งและการหาข้อตกลงร่วมกัน รวมทั้งแสดงให้เห็นความสำคัญของหัวข้อนี้ต่อผู้บริหาร ซึ่งจะต้องใช้การเจรจาต่อรองในการทำงานทุกวัน

ส่วนที่ 2 : เงิน (Money) : เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการบัญชี (Economics,Finance and Accounting) เน้นแนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินขององค์กรและบริบททางเศรษฐกิจ
    บทที่ 6 “การบัญชีและการเงิน (Accounting and Finance)” จะอธิบายวิธีการตรวจตราดูแลธุรกิจ ด้วยการเสนอพื้นฐานที่สำคัญของระบบบัญชีและงบการเงิน
    บทที่ 7 “เศรษฐศาสตร์ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับสากล(Local, National and International Economics)” อธิบายแนวคิดพื้นฐานเพื่อให้เข้าใจว่า ประเทศ องค์กร และบุคคล ควรทำอย่างไรในการจัดสรรและนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระดับโลกได้

ส่วนที่ 3 : ตลาดและกลยุทธ์ (Markets and stategy)แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่องค์กรทำความเข้าใจ ปรับตัว และสื่อสารกับลูกค้า คู่แข่ง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ
    บทที่ 8 “การตลาด กลยุทธ์ และการวิเคราะห์การแข่งขัน (Markets, Strategy, and Competitive Analysis)” จะแสดงให้เห็นถึงวิธีที่องค์กรใช้ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรม และคู่แข่งขององค์กร รวมถึงการพัฒนาวิธีการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
    บทที่ 9 “การโฆษณาและการส่งเสริมการตลาด (Advertising and Promotion)” จะชี้ให้เห็นตัวอย่างของการสื่อสารองค์กรไปยังกลุ่มลูกค้าขององค์กร
    บทที่ 10 “การสื่อสารและการนำเสนอ (Communications and Presentations)” แสดงให้เห็นหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการนำเสนอและสื่อสารความคิดอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งมีความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในการบริหารธุรกิจในปัจจุบัน

ส่วนที่ 4 : ระบบและกระบวนการ (Systems and Processes)จะแสดงให้เห็นถึงจุดสำคัญในการนำกลยุทธ์ขององค์กรมาปฏิบัติ และสามารถรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันและความยั่งยืนขององค์กร
    บทที่ 11 “การบริหารโครงการ (Project Management)”จะอธิบายว่าผู้บริหารสามารถบริหารจัดการโครงการตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
    บทที่ 12 “ระบบสารสนเทศทางการจัดการ (Management Information Systems)” จะแสดงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสภาพแวดล้อมในยุคดิจิตอล และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อนำองค์กรสู่ความเป็นเลิศ
    บทที่ 13 “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการใช้ World Wide Web (E-commerce and Uses of the World Wide Web)” ศึกษาการใช้เว็บไซต์เพื่อเป็นสื่อในการสื่อสารกับลูกค้า และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างประสิทธิภาพ และผลิตภาพให้กับองค์กรอีกด้วย
    บทที่ 14 “ระบบบริหารคุณภาพ (Quality Management Systems)” อธิบายแนวคิดและหลักการในการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและจุดมุ่งหมายขององค์กร ซึ่งมุ่งเน้นด้านคุณภาพเป็นหลัก

การตลาด : กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่ (ตอนที่ 2)

การตลาด : กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่ (ตอนที่ 2)



ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “Xiaomi กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่เรื่อง : หลีว่านเฉียง แปล: พรรณวดี ตั้งสกุล เรียบเรียง : กำพล ปิยะศิริกุล
แนวคิดที่ทำให้เสียวหมี่เป็นบริษัท Start-Up ที่มีมูลค่าสูงสุดของโลก
Xiaomi เป็นโทรศัพท์มือถือที่มียอดขายชนะ Samsung และ Apple ในประเทศจีน ด้วยสุดยอดการตลาดแบบเสียวหมี่ และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

(ตอนที่ 2)
สามประสานของการบอกต่อ
เคล็ดลับของแนวคิดอินเตอร์เน็ต คือ ต้องโฟกัสจึงจะสามารถทำได้เร็ว และทำได้ดีถึงระดับที่ยอดเยี่ยม เมื่อทำได้ยอดเยี่ยม จึงจะเกิดกระแสปากต่อปากได้ บนโลกอินเตอร์เน็ตคนที่สร้างเสียงบอกต่อได้เท่านั้นจึงจะอยู่ได้

3 ประสานของการบอกต่อ
1.   มอเตอร์ คือ สินค้า
2.   คันเร่ง คือ โซเชียลมีเดีย
3.   โซ่ คือ ความสัมพันธ์กับลูกค้า

หากบริษัทหนึ่งอยากมีเสียงบอกต่อที่ดี สินค้าที่ดีคือมอเตอร์ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ฐานของพื้นฐานทั้งหมด คุณภาพของสินค้าคือ เลข 1 การตลาดของแบรนด์ก็คือเลข 0 ที่อยู่หลังเลข 1 ทั้งหมด หากไม่มีหมายเลข 1 เลข 0 ที่เหลือก็ไม่มีความหมาย

3 จุดสำคัญ ที่เป็นเรื่องราวและประเด็นที่ใช้ในการกระจ่ายเสียงบอกต่อ
1.   ความรวดเร็ว
2.   ความสวยงาม
3.   การเปิดกว้าง

โซเชียลเน็ตเวิร์ก เกิดขึ้นจากความไว้เนื้อเชื่อใจของคนเรา การส่งต่อข่าวสารก็เป็นการ่ถายทอดความไว้เนื้อเชื่อใจ ยิ่งบริษัทสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในหมู่ลูกค้าได้มาก การบอกปากต่อปากก็ยิ่งไปได้ไกลขึ้น
บริษัทก็เหมือนกับคน มีแต่เพื่อนเท่านั้นที่จะช่วยคุณบอกต่อ และช่วยรักษาชื่อเสียงของคุณอย่างจริงใจ ความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบเพื่อนเป็นความสัมพันธ์ที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจสูงที่สุด

“หลักการเรื่องความสัมพันธ์กับลูกค้า ของ เสียวหมี่ คือ เราเป็นเพื่อนกับลูกค้า”
เสียวหมี่ให้พนักงานเป็นผู้ใช้สินค้า และให้เพื่อนของพนักงานมาเป็นลูกค้าด้วย

เสียวหมี่ดำเนินธุรกิจโดยเปิดกว้างในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการให้บริการลูกค้า โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม การเปลี่ยนแปลงทัศนคติเรื่องการเป็นเพื่อนกับลูกค้าเกิดขึ้นเพราะทุกวันนี้ ไม่ใช่ยุคของการขายสินค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการขายความรู้สึกมีส่วนร่วม

กฎสามสามของการมีส่วนร่วม
สำหรบแนวคิดอินเตอร์เน็ต การบอกต่อคือพระเจ้า แก่นแท้ของการบอกต่อก็อยู่ที่ความคิดของลูกค้า อยู่ที่การทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม

การตัดสินใจเลือกสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ การที่ลูกค้าซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งจากเดิมเลือกซื้อที่ฟังก์ชั่น ต่อมาจังเลือกซื้อที่ยี่ห้อ ระยะหลังหันมานิยมเลือกซื้อจากการทดลอง แต่ที่เสียหมี่ได้ค้นพบและใช้อยู่คือ “เลือกซื้อจากการมีส่วนร่วม”

เสียวหมี่เปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการทำการตลาดตั้งแต่เริ่มแรก

ยุทธศาสตร์ของเสียวหมี่
1)   สร้างสินค้าให้ดังเปรี้ยง คือยุทธศาสตร์ด้านผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนวางแผนผลิตภัณฑ์ต้องกล้าที่จะเลือกทำเพียงอย่างเดียว
2)   สร้างแฟนคลับ เป็นยุทธศาสตร์ด้านลูกค้า การได้ฟังก์ชั่นต่างๆ และได้รับข่าวสารเป็นสิทธิพิเศษพื้นฐานที่จะช่วยกระตุ้นลูกค้าได้ เราจึงมักพูดว่าคอมเมนต์ก็คือ การมีส่วนร่วมอย่างหนึ่ง ถัดมาคือการได้รับเกียรติและสิทธิประโยชน์
3)   สร้างสื่อของตัวเอง คือยุทธศาสตร์ด้านเนื้อหา การสร้างสื่อของตัวเองทำให้บริษัทกลายเป็นแหล่งข่าวบนอินเตอร์เน็ต ข้อมูลจึงส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้พนักงานและลูกค้าทุกคนกลายเป็น “พรีเซนเตอร์” ในส่วนของการสร้างสรรค์เนื้อหาก็ต้องยึดหลัก “ มีประโยชน์ มีความรู้สึกร่วม และมีปฏิสัมพันธ์”
4)   เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม เปิดโอกาสทั้งในขั้นตอนการสร้างผลิตภัณฑ์ การบริหาร การสร้างแบรนด์ และการจัดจำหน่าย เลือกจุดที่ทั้งบริษัทและลูกค้าต่างได้รับประโยชน์
5)   ออกแบบวิธีสื่อสาร ออกแบบให้สอดคล้องกับจุดที่เราเปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วม โดยควรยึดหลัก ไม่ซับซ้อน ได้ประโยชน์ สนุก และเป็นจริง
6)   เผยแพร่คำบอกต่อ อันดับแรกต้องเลือกกลุ่มผู้ที่ยอมรับสินค้ามากที่สุดเป็นกลุ่มแรก บ่มเพาะความรู้สึกมีส่วนร่วมขึ้นในวงแคบก่อน แล้วนำเรื่องราวการสื่อสารกัน มาจับประเด็นที่สามารถนำไปต่อยอดได้ ให้กระแสปากต่อปาก กระจายออกไป ทำให้คนนับแสนนับล้านเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
การลงทุน : เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

การลงทุน : เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ”
(Trade like a stock market wizard) By Mark Minervini

(ตอนที่ 2)
มูลค่ามาพร้อมกับราคา
หุ้นบางตัวดูเหมือนราคาถูก แต่จริงๆแล้วอาจจะแพงก็ได้ และหุ้นที่เหมือนจะราคาแพงหรือราคาสูงเกินไปอาจกลายเป็นหุ้นตัวต่อไปที่ราคาพร้อมจะทะยานขึ้นได้ ดังนั้นความจริงง่ายๆ คือ มูลค่าหุ้นมาพร้อมกับราคา

PE ถูกใช้กันมากเกินไปและเข้าใจผิดกันมาก PE ถูก ไม่ได้แปลว่าหุ้นถูกเสมอไป เพราะ PE Ratio ได้สะท้อนผลการดำเนินงานในอดีตและไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเลย ซึ่งนั้นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นจงระวังกับดักราคาถูก และอย่ามองข้ามหุ้นที่มีค่า PE Ratio สูง หุ้นเติบโตสูงมักจะมีราคาแพงซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามากเพราะบริษัทมีผลกำไรสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการเติบโตเร็ว

มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าหุ้นที่มีโอกาสเป็นหุ้นดาวรุ่งจะขายกันอยู่ในระดับ PE Ratio สูง ซึ่งทำให้นักลงทุนสมัครเล่น หรือรายย่อยกลัวจนถอยหนี

สรุปเรื่อง PE
ค่า PE Ratio ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้หาหุ้นดาวรุ่ง สิ่งที่สำคัญกว่าคือศักยภาพผลกำไรเติบโตมากกว่า
เทรดตามแนวโน้ม
1)    ขั้นตอนที่ 1 – ช่วงเพิกเฉย : ปรับตัวลง
2)    ขั้นตอนที่ 2 – ช่วงขาขึ้น : เก็บสะสม
3)    ขั้นตอนที่ 3 – ช่วงสูงสุด : เปลี่ยนมือ
4)    ขั้นตอนที่ 4 – ช่วงขาลง : ยอมจำนน

" เราอยู่ตรงไหนบนภูเขาลูกนี้"
การนับฐาน
ในขั้นตอนที่ 2 ให้สังเกตว่าจะมีการสร้างฐาน 3-5 ฐาน ตลอดขั้นตอนที่ 2 ช่วงขาขึ้น ฐานในช่วงท้ายๆ จะเป็นจุดสะสมหุ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นแรงซื้อหนักครั้งสุดท้ายของนักลงทุนสถาบัน
ฐานที่ 1 และ 2 หลุดจากการปรับฐานตลาด เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการกระโดดร่วมไปพร้อมกับแนวโน้มครั้งใหม่

การนับฐานช่วยให้ดูออกว่าอยู่ตรงจุดไหนในขั้นตอนที่ 2 ช่วงขาขึ้น เมื่อนำมารวมกับการวิเคราะห์ปริมาณซื้อขายและราคาควบคู่กับการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานก็ทำให้การนับฐานกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิ์ภาพมาก

การแบ่งกลุ่ม
กลุ่มอุตสาหกรรมและตัวเร่ง
การแบ่งบริษัทออกเป็นกลุ่มทำให้ได้มุมมองและจัดระบบความคิดต่อหุ้นตัวในตัวหนึ่งเฉพาะ และยังช่วยให้รู้ว่ากำลังพิจารณาบริษัทประเภทไหนอยู่เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในตลาด ทำให้ตัดสินใจได้ว่าหุ้นอยู่ในวัฏจักรช่วงไหน ซึ่งแบ่งกลุ่มได้ 6 กลุ่มต่อไปนี้
1)    หุ้นนำตลาด
2)    หุ้นคู่แข่งอันดับต้น
3)    หุ้นโปรดสถาบัน
4)    หุ้นกลับทิศ
5)    หุ้นวัฏจักร
6)    หุ้นนำตลาดและขึ้นช้าในอดีต

หุ้นนำตลาด
คือหุ้นที่บริษัทสามารถทำกำไรโตได้เร็วที่สุด ผู้เล่นแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม มักมียอดขายและผลกำไรอยู่อันดับ 1,2,3 และได้ส่วนแบ่งทางการตลาด หุ้นนำตลาดดูง่าย แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ทำใจซื้อยากเพราะราคาปรับขึ้นสูงมากแล้ว
อะไรดันหุ้นเหล่านี้สูงขึ้นได้
นักลงทุนสถาบันรู้จักบริษัท และศักยภาพของบริษัทดีพอ พวกเขามีอำนาจซื้อ พวกเขาไม่สนว่าหุ้นขึ้นมาเท่าไหร่แล้ว แต่สนว่าหุ้นจะไปถึงไหนและมีโอกาสเติบโตในอนาคตไหม

การเติบโตที่ดีที่สุด คือการขยายขนาด หมายถึง
1)    บริษัทได้ส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมโตเร็ว
2)    สินค้าและบริการของบริษัทอยู่ในตลาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดบริษัท
3)    มีความต้องการสินค้าและบริการประเภทนี้สูงมากจนทำให้บริษัทเติบโตในอัตราสูงเป็นระยะเวลานาน
หุ้นนำตลาดปรับขึ้นมากในช่วงเติบโตสูง โดยทั่วไปบริษัทเหล่านี้กำไรโต 20% หรือมากกว่า เช่นหุ้น Cisco System หุ้น walmart
เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ”
(Trade like a stock market wizard) By Mark Minervini

1
จากประสบการณ์ของผม กำไรโดดเด่นจากหุ้นมาจากการทำสิ่งที่แตกต่าง ไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยเห็นหรือนิยมมาก่อน ซึ่งมันจะถูกตีความว่าเสี่ยง การใช้ความคิดในกรอบเดิมก็สร้างผลตอบแทนระดับธรรมดา ไม่โดดเด่น ถ้าความสำเร็จได้มาง่าย ป่านนี้พวกเราก็รวยเหมือนกันหมดแล้วสิ

2
ขณะที่คุณเฝ้าดูแลวิเคราะห์ตลาด จงเปิดใจกว้างและเต็มใจทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ จะโตได้ก็ต้องยอมเสียความสบายส่วนตัว จงเรียนรู้การทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และตั้งคำถามกับความคิดที่ติดอยู่ในกรอบ ถ้าคุณอยากโดดเด่นแตกต่างคุณต้องออกนอกกรอบ

3
“การจำกัดสไตล์ตัวเองให้ชัด และยอมสละสิ่งที่ไม่ใช่สไตล์ของคุณ”
เป็นหมายอย่างหนึ่งของคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ คือการเป็นนักเทรดที่เก่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรืออย่างน้อยก็เพื่อพัฒนาผลงานของคุณเพื่อสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จที่แท้จริง ดังนั้น เราต้องเลือกว่าจะทำให้ถึงเป้าหมายได้อย่างไร เราไม่สามารถเก่งสุดในทุกด้านพร้อมกัน คือเป็นทั้งนักเทรดหุ้นมูลค่าที่เก่งสุด นักเทรดหุ้นเติบโตที่เก่งสุด นักเทรดหุ้นรายวันที่เก่งสุด และนักเทรดหุ้นระยะยาวที่เก่งที่สุด มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเก่งในทุกด้าน แต่เมื่อเรารู้สไตล์การเทรดของเราเองแล้ว เราก็จะเรียนรู้ที่จะยอมรับช่วงเวลาที่ไม่เข้ากับสไตล์การเทรดของเรา ดังนั้นคุณจะเก่งในด้านไหน คุณต้องมีเป้าหมายชัดและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นๆ

4
องค์ประกอบหลัก 5 ข้อ ของวิธีการแบบ SEPA
1)    แนวโน้ม ช่วงผลกำไรโดดเด่นของหุ้นนำตลาดทุกช่วงจะเกิดตอนราคาหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ระบบ SEPA สามารถชี้ให้เห็นแนวโน้มได้ตั้งแต่ช่วงต้นที่เห็นหุ้นวิ่งขึ้นอย่างชัดเจน
2)    ปัจจัยพื้นฐาน ช่วงผลกำไรโดดเด่น ได้รับแรงผลักดันจากกำไร รายได้ และส่วนต่างผลกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น
3)    ตัวกระตุ้น มีตัวกระตุ้นอยู่เบื้องหลังหุ้นทุกตัวที่ให้ผลตอบแทนสูง ถ้ามองผ่านๆอาจไม่เห็น แต่ถ้าค้นหาข้อมูลบริษัทสักเล็กน้อย ก็อาจชี้ให้คุณเห็นหุ้นที่มีโอกาสทำผลกำไรโดดเด่นได้ เช่น สินค้าขายดีตัวใหม่ที่เป็นส่วนสำคัญของยอดขายบริษัท หรือใบรับรอง หรือการได้สัญญาใหม่
4)    จุดเข้าซื้อ การจับจังหวะเข้าซื้อสำคัญมาก การเข้าซื้อได้ถูกจังหวะในตลาดกระทิง ทำให้คุณได้กำไรทันที และกำไรก้อนโตก็รออยู่แล้ว
5)    จุดขายออก ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่จะทำกำไรโดดเด่น มีหุ้นหลายตัวที่ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด แม้จะเข้าซื้อถูกจังหวะ นั่นคือสาเหตุที่เราต้องสร้างจุดตัดขาดทุน เพื่อบังคับให้ตัวเองหลุดออกมาจากการขาดทุน และรักษาเงินในบัญชีไว้และถ้าคุณได้กำไร คุณก็ต้องขายหุ้นเพื่อทำกำไร