1. เคล็ดลับการเพิ่มพลังให้จิตใต้สำนึก
จง ป้อนข้อมูลให้จิตใต้สำนึก โดยผ่านจินตนาการไปเรื่อยๆ แม้ไม่มีวี่แววจะเป็นความจริงได้ก็ตาม แต่จิตใต้สำนึกจะเก็บข้อมูลนั้นไว้ สะสมมากขึ้นๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะระเบิดพลังออกมา เปรียบเสมือนการฟักไข่ ต้องอดทนและให้เวลากับมัน พอถึงจุดที่เหมาะสม ทุกอย่างจะปรากฎขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง
2. วิธีใช้จิตใต้สำนึก
จิตใต้สำนึกจะบันทึกสิ่งที่เป็นความรู้สึกหรือนามธรรม จิตใต้สำนึกไม่เข้าใจคำว่า “ไม่อยาก” “ไม่ต้องการ” หรือ “อย่า”
ด้ง นั้นอย่าไปคิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ เช่น ถ้าไม่ต้องการเจอคนก้าวร้าว ก็ห้ามคิดเช่นนั้น เพราะจะเน้นแต่คำว่าก้าวร้าวจนมันฝังเข้าไปในจิต แต่ให้คิดบวกเปลี่ยนเป็น “ฉันต้องการเจอคนใจเย็น” โดยสรุปก็คือ อะไรลบๆทิ้งมันไปให้หมด คิดแต่เรื่องบวก ทุกสิ่งในโลกมีลบต้องมีบวกเป็นคู่กันให้เน้นความคิดไปที่เฉพาะส่วนบวกอยู่ ตลอดเวลา เช่นเราเกลียดคนหลอกลวง ให้เปลี่ยนวิธีคิดเป็น เราชอบคนจริงใจ ถ้าเน้นย้ำไปเรื่อยๆ ชีวิตเราก็จะเจอคนจริงใจหลั่งไหลเข้ามาตัดคำว่า “เกลียด” กับ “หลอกลวง” ซึ่งเป็นความคิดเชิงลบออกจากสมองโดยสิ้นเชิง
3. กับดักและความอยาก
ความอยากในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “ตัณหา” เป็นตัวปิดกั้นศักยภาพการทำงานของพลังจิตใต้สำนึกที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ
พุทธ ศาสนากล่าวไว้ว่า ทั้งความอยากและไม่อยาก ล้วนเป็นทุกข์ เพราะถ้าเราอยากสิ่งใดก็ต้องไม่อยากในสิ่งตรงข้ามเสมอ เช่น อยากผอม ก็คือไม่อยากอ้วน อยากรวยก็คือไม่อยากจน ดังนั้นการจะหลุดพ้นจากวังวนแห่งกรรมนี้ได้ ต้องตัดความอยากออกให้หมด เพราะเมื่อมีสุขเวทนาจากความอยาก ก็ต้องทุกขเวทนาจากความไม่อยาก และสองสิ่งนี้สามารถกลับขั้วไปมาได้ตลอดเวลา ชีวิตเราจึงมีทั้งสุขและทุกข์ มีสุขเพราะไปเปรียบกับทุกข์ ทุกข์เพราะไปเปรียบกับสุข
กฎ 4 ข้อ ของความลับสุดยอด
1. ตั้งจิตอธิษฐานขอโดยปราศจาก ความอยาก (ตัณหา) เพื่อป้องกันความกระวนกระวายใจ
2. มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราขอว่าเป็นจริงได้โดยไม่มีข้อลังเลสงสัย
3. จินตนาการภาพแห่งความรู้สึกว่าสิ่งนั้นได้มาแล้ว ด้วยความรู้สึกปรีดาปราโมทย์และมีความสุข
4. เตรียมความพร้อมทั้งใจและกาย
เมื่อ มีความรู้สึกอยากได้สิ่งใด จงเปลี่ยนให้เป็นความรู้สึกเชื่อแทน เช่น อยากสอบได้ ให้เปลี่ยนเป็นเชื่อว่าสอบได้ “เปลี่ยนความอยากให้เป็นความเชื่อ” ฝึกเปลี่ยนความคิดให้เป็นความเชื่อ เพราะพลังขับของความเชื่อสูงกว่าความคิดมาก
4. อย่าไปคิดลบกับสิ่งที่เป็นลบ
เช่น เราพบคนเห็นแก่ตัว อย่าไปคิดลบกับความเห็นแก่ตัวนั้น ให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะเห็นแก่ตัว เชื้อความเห็นแก่ตัวมันมีอยู่ทั่วไป เหมือนในอากาศที่มีเชื่อโรคอยู่มากมาย วิธีที่จะมีชีวิตอย่างปกติสุข ไม่ใช่การไปเกลียดเชื้อโรคนั้น แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคนั้นเข้าสู่ร่างกายได้
5. ศิลปะของการคิด คือให้เห็นตามความเป็นจริง คนเราย่อมมีทั้งบวกและลบอยู่ในตัว แม้แต่บุคคลที่ยิ่งใหญ่ของโลก ระวังในสิ่งที่เป็นลบและชื่นชมในสิ่งที่เป็นบวก อย่าคิดไปแก้ส่วนลบของคนอื่น แต่ขอให้เน้นที่จุดบวกของเขา เพิ่มความเป็นบวกจากใจเราใส่ไปในใจเขา เมื่อบวกในใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ มันจะดึงส่วนที่เป็นลบออกไปเอง
จงย้ำประโยคนี้อยู่เสมอ “ฉันต้องเป็นนายของความคิดจิตใจตัวเอง” เพ่งสมาธิตั้งจิตให้แน่วแน่ เมื่อใดเกิดความคิดลบแวบเข้ามา จงใช้สติบอกกับตัวเองว่า “หยุด หยุดก่อน ฉันเลือกได้นี่ เป็นสิทธิ์ของฉันที่จะเปลี่ยนให้เป็นความคิดอย่างที่ฉันต้องการได้”
กฎ ของแรงดึงดูดของความคิดบอกไว้ว่า สิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดกัน ดังนั้นถ้ามีความรู้สึกสำนึกรู้คุณอยู่ในใจก็จะดึงดูดให้ได้พบกับคนที่ รู้จักบุญคุณเข้ามาในชีวิต
ทางพุทธศาสนาสอนให้เราอย่าไป ยึดติดกับอดีต เพราะไม่มีทางกลับไปเปลี่ยนอะไรได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้แก้ไขจิตของตัวเอง สิ่งที่ต้องแก้ก็คือจิต ไม่ใช่การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา เพียงแต่กำหนดสติสัมปชัญญะให้รู้เท่าทันจิตตัวเอง เมื่อพบองค์ประกอบของจิตก็จะเข้าใจความจริงทั้งหมดว่าเป็นเช่นนั้นเอง การที่เราตัดสินใจแบบนั้นในอดีตมีเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อเกิดปัญญาเข้าใจสาเหตุ ความร้อนรุ่มเจ็บใจตัวเองที่ตัดสินใจผิดพลาดก็จะหมดไป และเมื่อเกิดปัญญา การตัดสินใจในปัจจุบันขณะก็จะไม่ผิด ส่งผลให้เปลี่ยนวิถีชีวิตในอนาคตได้ อดีตผิดแล้วให้มันผิดไป สิ่งที่ต้องแก้ไขคือปัจจุบัน
เป็น ความโชคดีมหาศาลที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เท่านั้นที่สามารถฝึกสติให้ถึงระดับที่ตัดกรรมได้ และโชคดีเป็นครั้งที่สองที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เพราะหนทางแห่งการฝึกเจริญสติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน มีเพียงทางเดียว และพระพุทธองค์ก็ตรัสบอกหนทางนั้นไว้อย่างชัดเจนที่สุด เราไม่ควรพลาดโอกาสอันสำคัญนี้ โอกาสที่จะพบสิ่งมีค่าที่สุดในจักรวาล และควรเริ่มตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป