กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้าน แบบเสียวหมี่

กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้าน แบบเสียวหมี่

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “Xiaomi กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่” เรื่อง : หลีว่านเฉียง แปล: พรรณวดี ตั้งสกุล เรียบเรียง : กำพล ปิยะศิริกุล
แนวคิดที่ทำให้เสียวหมี่เป็นบริษัท Start-Up ที่มีมูลค่าสูงสุดของโลก
Xiaomi เป็นโทรศัพท์มือถือที่มียอดขายชนะ Samsung และ Apple ในประเทศจีน ด้วยสุดยอดการตลาดแบบเสียวหมี่ และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
(ตอนที่ 1)
1
ความยอดเยี่ยมของผลิตภัณฑ์อินเตอร์เน็ต มักเกิดขึ้นขณะที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นใหม่ทุกวันทำให้ทุกอย่างบนอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากเช่นกัน
2
ในยุคโมบายอินเตอร์เน็ตบังคับให้เราทำอะไรก็ต้องเร็วขึ้น บริษัทที่ไม่เร็วพอจะถูกคัดออก ความรวดเร็วในที่นี้คือ วิธีการ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของตรรกะธุรกิจสมัยใหม่ และจิตวิทยาการบริโภคในอดีต หลังจากบริษัทได้ส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้วมักคิดว่าการติดต่อกับลูกค้าได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในปัจจุบัน นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น หลังจากนั้นเรายังต้องสื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
3
จากแนวคิดแบบอินเตอร์เน็ต การบอกต่อคือพระเจ้า เพราะทุกวันนี้ลูกค้าอาศัยการบอกปากต่อปากเป็นหลักในการตัดสินใจเลือกสินค้า
4
เหตุผล 3 ข้อสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการกระจายข้อมูลข่าวสาร
1)    ข่าวสารต่างๆเดิมไม่เท่าเทียมกัน เปลี่ยนมาเท่าเทียมกัน
2)    ความรวดเร็วในการกระจายข่าวสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบกว้างขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
3)    ข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตแพร่กระจายในรูปแบบที่ไม่มีศูนย์กลาง ในโซเชียลมีเดียคนธรรมดาทุกคนคือแหล่งข่าวทุกคนต่างมีโอกาสเป็นผู้นำทางความคิดได้
5
พื้นที่โซเชียลมีเดียปัจจุบัน มีความรวดเร็วของการส่งต่อข่าวสารที่เพิ่มขึ้นร้อยเท่าพันเท่า เมื่อก่อนเส้นทางที่ข่าวข่าวหนึ่งจะดังเปรี้ยงได้ต้องเริ่มจากมีสื่อหลักตีข่าวรายงานอย่างกว้างขวาง แล้วตามมาด้วยความคิดเห็นจากผู้คนในสังคม แต่ถึงวันนี้ ข่าวร้อนข่าวหนึ่งมักเริ่มจากความเห็นที่ร้อนแรงของมวลชนในโซเชียล แล้วสื่อจึงเข้ามาติดตามและตีข่าวในวงกว้าง
6
การตลาดในสมัยก่อน วิธีการโปรโมต คือ การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่โซเชียลมีเดียสมัยนี้ทำให้ทุกอย่างเท่าเทียมกัน กระจายข่าวสารรวดเร็วขึ้นมาก ตัวอย่างการโด่งดังในชั่วข้ามคืน มีให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ
7
เมื่อข่าวสารเท่าเทียมกัน ทำให้ลูกค้ามีอิสระในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองมากขึ้น สินค้าหรือบริการอย่างใดอย่างหนึ่งมีคุณภาพดีหรือไม่ดีนั้น บริษัทจะคุยโวอย่างเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะทุกคนมีสิทธิ์ออกความเห็น ไม่นานทุกคนก็จะได้รับรู้ผ่านการแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ ลักษณะเด่นที่ข่าวสารมีความเท่าเทียมนั้นทำให้พื้นที่สาธารณะบนอินเตอร์เน็ตกลายเป็นเวทีวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่
8
การกระจายข่าวสารเปลี่ยนแปลงไป หมายความว่า ความเคยชินในการรับรู้ข่าวสารของลูกค้าก็เปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพื่อนๆ หรือคนรอบตัวของคุณล้วนกลายเป็น ผู้เชียวชาญเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่พัก หรือการเดินทาง ด้วยความแพร่หลายของเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่ และความสะดวกสบายของอินเตอร์เน็ต ทุกคนคุ้นชินกับการโพสต์สเตตัสการกินเที่ยว ช็อปต่างๆ ใน Weibo และ WeChat อยู่ตลอดเวลา เช่นเวลาเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานรับประทานอาหารกัน หากมีอาหารพิเศษมาเสิร์ฟที่โต๊ะ สิ่งที่ทุกคนทำไม่ใช่หยิบตะเกียบ แต่กลับรีบล้วงมือถือออกมาถ่ายรูปส่งเข้ากรุ๊ปเพื่อน แค่ไม่ถึงนาทีเพื่อนๆที่เห็นภาพก็จะมากด Like คอมเมนต์ หรือแชร์ต่อกันไป
“ดังนั้นในยุดใหม่ของโมบายอินเตอร์เน็ตพวกเราจึงต้องเดินหน้าใช้เสียงบอกต่อในการโปรโมตและต้องใช้โซเชียลมีเดียให้เป็น”

รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น โดย จิม โรเจอร์ส (ตอนที่ 2)

รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ “ รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น การผจญภัยบนเส้นทางชีวิตและตลาดการเงิน (STREET SMARTS Adventures on the Roads and in the Markets) โดย จิม โรเจอร์ส ตำนานแห่งวอลสตรีท อินเดียน่า โจนส์ แห่งโลกการเงิน แปลและเรียบเรียงโดย วิรัตน์ รัตนเวชสิทธิ
(ตอนที่ 2)

3
ผู้คนต่างถามผมอยู่เสมอว่าลงทุนในอะไรดี ซึ่งผมก็ตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง ผมบอกว่าอย่าฟังผม อย่าฟังใครทั้งนั้น ทางเดียวที่คุณจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็คือ การลงทุนในสิ่งที่คุณมีความรู้ในเรื่องนั้นดี ทุกคนมีสิ่งที่ตนรู้ดีทั้งนั้น มันอาจจะเป็นรถ แฟชั่น หรืออะไรก็ตาม คุณรู้ดีในเรื่องอะไรสักเรื่อง ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณรู้เรื่องอะไรดี ให้คุณลองถอยมามองดูชีวิตประจำวันของคุณ เมื่อคุณนั่งรอตรวจกับคุณหมอคุณหยิบนิตยสารอะไรขึ้นมาอ่าน ถ้าคุณเปิดโทรทัศน์คุณดูรายการประเภทไหน แล้วคุณก็จะรู้ในไม่ช้าว่าคุณสนใจเรื่องอะไรกันแน่และความรู้ของคุณมีอยู่ในเรื่องใด
4
ถ้าคุณมีความสนใจเรื่องรถยนต์ ให้คุณอ่านทุกอย่างที่คุณหาได้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ คุณจะรู้ว่าเมื่อไหร่บางสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ดีขนานใหญ่ จะเกิดขึ้น จากนั้นให้ตามเรื่องนั้นต่อ อ่านเรื่องที่คุณค้นพบให้มากขึ้น มันอาจจะเป็นระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบใหม่ที่กำลังพัฒนาอยู่ เป็นระบบที่เหนือกว่าและถูกกว่าระบบที่กำลังใช้กันอยู่ และคุณรู้ว่าเมื่อมันเข้าสายพานการผลิตเมื่อไหร่มันจะกินส่วนแบ่งการตลาดขนาดใหญ่อย่างแน่นอน หรือมันอาจจะเป็นถนนเส้นใหม่ผู้คนอาจจะขับรถไปในที่ที่ไม่เคยไปได้มาก่อน โรงแรมหรือศูนย์การค้าใหม่อาจจะเปิดขึ้นที่นั่น
    กลยุทธ์พื้นฐานคือ อยู่กับสิ่งที่คุณรู้แล้วขยายความรู้คุณออกไป จงเพ่งพินิจในสิ่งที่คุณรู้ และเมื่อคุณเห็นการเปลี่ยนแปลง คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาก่อนที่ผมจะเห็นนานทีเดียว นานกว่าที่คนวอลสตรีทจะเห็น
    จงเรียนรู้วิธีคิดด้วยคำที่เหมาะสม อย่างเช่น นี่เป็นสิ่งใหม่ นี่เป็นสิ่งที่แตกต่าง นี่เป็นการเปลี่ยนทิศทาง คุณต้องเรียนรู้ในการคาดคะเนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป คุณจะรู้ก่อนใครในวอลสตรีท เมื่ออะไรดีๆ กำลังเกิดขึ้น คุณจะรู้ว่านี่เป็นเวลาที่ต้องซื้อ คุณจะรู้เช่นกันว่าเมื่อไหร่ควรจะขาย
5
บางครั้งการไม่ทำอะไรเลย เป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด ความจริงแล้วนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุด เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการไม่ทำอะไรเลย จงรู้ว่าเมื่อไหร่ควรนั่งรอ คุณควรรอจนคุณเห็นสิ่งที่คุณแน่ใจสุดๆ โดยอาศัยคลังความรู้ที่คุณมีและสิ่งนั้นก็ถูกมาก จนการซื้อมันปลอดภัย นั่นเป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทำกัน พวกเขาไม่ค่อยเปลี่ยนการลงทุนไปมานัก วอเรน บัฟเฟต แทบจะไม่เปลี่ยนหุ้นที่เขาถือเลย

จิม โรเจอร์ส รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น (ตอนที่ 1)


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ “ รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น การผจญภัยบนเส้นทางชีวิตและตลาดการเงิน (STREET SMARTS Adventures on the Roads and in the Markets) โดย จิม โรเจอร์ส ตำนานแห่งวอลสตรีท อินเดียน่า โจนส์ แห่งโลกการเงิน แปลและเรียบเรียงโดย วิรัตน์ รัตนเวชสิทธิ
(ตอนที่ 1)

1
ผมได้อธิบายให้นักศึกษา ที่เข้าฟังการบรรยายของผมที่บาลลิออล ในปี 2010 ผู้ที่ยังคงมุ่งมันจะไปทำงานในภาคการเงินว่าการเรียนปรัชญาและประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเป็นนักลงทุนของผม เพราะอะไรผมบอกเขาว่า “คุณต้องรู้จักตัวคุณเองให้ดีขึ้น ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิต คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะคิดให้ลึกขึ้น ในระดับที่ลึกซึ้ง ถ้าคุณต้องการเข้าใจความจริง” การเรียนปรัชญาช่วยให้ผมพัฒนาความสามารถดังกล่าว การเรียนปรัชญาฝึกให้ผมคิดด้วยตัวเองและคิดนอกกรอบที่คนอื่นวางไว้ มันสอนให้ผมพิจารณาสิ่งต่างๆเอง พิจารณาทุกแนวความคิดและทุกข้อเท็จจริง มันสอนให้ผมคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า ให้เห็นว่าอะไรขาดไป คนจำนวนมากมายทุกวันนี้ติดอยู่กับวิธีคิดแบบเดิมๆ เพราะการพูดหรือให้ความเห็นอย่างเดียวกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับหรือตามความรู้แต่เดิมนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าและปลอดภัยกว่า เมื่อกระบวนการทางความคิดของคนคนหนึ่งถูกล้อมกรอบด้วยแนวความคิดอย่างรัฐชาติ ประเพณี หรือศาสนาแล้ว การคิดให้แตกต่างจากคนอื่นนั้นก็เป็นเรื่องยาก วิชาปรัชญาสอนให้คุณคิดเป็นและด้วยเหตุนี้ยังสอนให้คุณสงสัยเป็นด้วย

2
การขายช็อต
คนส่วนมากซื้อหุ้นที่ประมาณ  10 และขายมันที่ประมาณ 25 ดอลล่าร์ พวกเขาซื้อและขายเพื่อทำกำไร การขายช็อตเป็นกระบวนการย้อนกลับซึ่งกำไรถูกสร้างขึ้น คุณขายหุ้นที่ 25 แล้วค่อยซื้อคืนที่ 10 ดอลล่าร์ ทีนี้คุณจะขายได้อย่างไรถ้าคุณไม่มีมันอยู่แต่แรก คุณต้องยืมหุ้นจากคนอื่นมาก่อน ผมไปที่เจพี มอร์แกนและยืมหุ้นจากพวกเขามา 100  หุ้น และขายมันที่ 25 ดอลล่าร์ ซึ่งเป็นราคาตลาดในปัจจุบัน ผมขายมันเพราะผมคิดว่าราคามันจะลง ดังนั้นเมื่อราคามันลงมาอยู่ที่ 10 ดอลล่าร์ ผมก็ซื้อหุ้นมา 100 หุ้น และเอาไปคืนให้เจพี มอร์แกน ทางธนาคารก็ได้หุ้น 100 หุ้นคืน ผมก็ได้กำไร
    การขายช็อตเซลไม่เหมาะกับผู้เล่นทั่วไปในวอลสตรีท มันต้องใช้ความรู้มากขึ้น ต้องมีการทำการบ้านอย่างจริงจัง คนที่มีข้อมูลพอถึงควรเล่น
ผมเล่นจนเจ๊งไปตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ผมทำอาชีพนี้ มันเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก มันสอนให้ผมรู้ว่าผมรู้เรื่องตลาดน้อยแค่ไหน และมันสอนให้ผมรู้จักตัวผมดีขึ้นอีกมาก ต่อมาผมได้แบ่งปันบทเรียนนี้ให้นักศึกษาฟังขณะที่ผมสอนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผมบอกพวกเขาว่าไม่ต้องกังวลว่าจะล้มเหลว ไม่ต้องกังวลว่าคุณจะทำผิดพลาดในชีวิตนี้ มันเป็นเรื่องที่ดีที่จะเสียเงิน แต่ให้รีบทำเสียแต่เนิ่นๆ มันดีกว่าถ้าคุณเจ๊งด้วยเงิน 20,000 ดอลล่าร์ แทนที่จะเป็นเงิน 20 ล้านดอลล่าร์
การสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์ เพราะมันสอนให้คุณรู้ว่าคุณยังไม่รู้อะไรอีกมาก และถ้าคุณฟื้นขึ้นมาได้จากความล้มเหลวสักครั้งสองครั้ง คุณจะมีโอกาสสูงในการประสบความสำเร็จมากขึ้นในระยะยาว มีเรื่องราวนับไม่ถ้วนของคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่เคยล้มเหลวมาหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง และกลับขึ้นมายืนใหม่ ไมค์ บลูมเบิร์ก ถูกไล่ออกจากซาโลมอน บราเธอร์ส และนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเขา เขาเริ่มบริษัทส่งมอบข้อมูลข่าวสารของเขาเองและกลายเป็นคนที่รวยที่สุดคนหนึ่งในโลก ไม่มีอะไรผิดในการล้มเหลว ถ้าคุณเรียนรู้จากความผิดพลาดของคุณ

คู่มือสร้างความมั่งคั่งและจุดประกายความคิดทางธุรกิจและการลงทุน

วอเร็น บัฟเฟตต์
ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “วิถีแห่งเต๋า ของ วอเร็น บัฟเฟตต์” ผู้เขียน Mary Buffett & David Clark ผู้แปล เอกสิทธิ์ หัสสรังสี
คู่มือสร้างความมั่งคั่งและจุดประกายความคิดทางธุรกิจและการลงทุน ด้วยปรัชญาที่ผสมผสานกันระหว่าง ลัทธิเต๋า กับ วอเร็น บัฟเฟตต์
(ตอนที่1)
1
กฎข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน
กฎข้อที่ 2 : อย่าลืมกฎข้อที่ 1
ความลับอันยิ่งใหญ่ของการสร้างความมั่งคั่ง ก็คือ การใช้ให้เงินสร้างผลตอบแทนทบต้นให้กับคุณ ยิ่งคุณเริ่มต้นด้วยเงินมากเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น

2
มันเป็นเรื่องที่ดีที่จะรู้ว่าควรจะทำอาชีพอะไรตั้งแต่เนิ่นๆและโดยเฉพาะในโลกของการลงทุนซึ่งเราสามารถสร้างผลตอบแทนจำนวนมหาศาล จากเงินที่เราส่งไปทำงาน อย่าไปกังวลใจกับเวลาที่สูญเสียไปเมื่อตอนหนุ่มๆ คุณยังมีเวลาเหลืออีกมากมายข้างหน้าในการสร้างกำไร จากการตัดสินใจที่ชาญฉลาดของคุณ

3
กุญแจสำคัญของวอเร็น บัฟเฟตต์ คือ เขาสามารถที่จะจำแนกได้ว่าอะไรคือลักษณะเฉพาะของธุรกิจที่แสนวิเศษ ธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน นั่นคือธุรกิจที่สามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ เช่น เมื่อคุณคิดถึงหมากฝรั่งคุณจะต้องคิดถึง Wrigley หรือ เมื่อคุณคิดถึงซุปเปอร์มาร็เก็ต คุณจะต้องคิดถึง Wal-mart สิ่งเหล่านี้คือการยกระดับของอำนาจการแข่งขันทางธุรกิจ วอเร็น เรียนรู้บางอย่างว่าธรรมชาติของตลาดหุ้นมักจะมองเพียงแค่ระยะสั้นๆ ซึ่งจะทำให้หุ้นของบริษัทพิเศษๆเหล่านี้ถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่บ่อยๆ และเมื่อมันเกิดขึ้นเขาจะกระโดดเข้าใส่อย่างเต็มตัว และซื้อหุ้นจำนวนมากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้

4
คุณควรจะลงทุนให้เหมือนกับการแต่งงาน นั่นคือตลอดชีวิต ถ้าคุณลงทุนแล้วไม่สามารถย้อนเวลาหรือยกเลิกการลงทุนได้ แน่นอนว่าคุณจะต้องทำการบ้านอย่างดีก่อนที่จะกระโดดเข้าลงทุน
ในปี 1973 วอเร็นลงทุน 11ล้านเหรียญในบริษัท Washington Post และเขายังคงแต่งงานกับการลงทุนครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้ เงินลงทุนของเขาได้เพิ่มเป็น 1.5 พันล้านเหรียญ ถ้าคุณเลือกหุ้นได้ถูกต้องและเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นในการแต่งงานกับหุ้นในระยะยาวผลตอบแทนอันงดงามจะเป็นของคุณ

5
ตลาดหุ้นนั้นเหมือนกับพระเจ้า นั่นคือ จะช่วยเฉพาะคนที่รู้จักช่วยตัวเองก่อน แต่สิ่งที่ตลาดหุ้นไม่เหมือนกับพระเจ้าคือ ตลาดหุ้นจะไม่ให้อภัยกับคนที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
ตลาดหุ้นมีอยู่เพื่อสร้างความมั่งคั่งและความร่ำรวยให้กับคุณ ถ้าคุณรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ถ้าคุณไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรในตลาดหุ้น มันจะไม่ลังเลเลยที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนจน เมื่อความไม่รู้บวกกับความโลภ นั่นคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความหายนะทางการเงิน

6
วอเร็นจะมองหาบริษัทซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เขาจะมองหาธุรกิจที่เขาแน่ใจว่ายังคงอยู่ต่อไปในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งขายในราคาที่มีความเหมาะสมทางธุรกิจไม่ว่าเขาจะซื้อหุ้นบริษัทนั้นเพียงบางส่วนหรือซื้อทั้งหมด

7
ราคาหุ้นที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะหยุดขึ้นทันที เมื่อความจริงของพื้นฐานธุรกิจนั้นปรากฏตัวขึ้น ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นนั้นดูเหมือนว่ามันจะขึ้นอย่างไม่มีวันตก แต่ถ้าธุรกิจนั้นไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่คาดหวัง ซึ่งความคาดหวังนี่เองเป็นตัวที่ทำให้หุ้นขึ้น ราคาของหุ้นนั้นจะถึงจุดสูงสุดและจะตกลงมาอย่างรวดเร็วเหมือนก้อนอิฐ

8
ธุรกิจที่โดดเด่น ส่วนใหญ่แล้วจะเต็มไปด้วยเงินสด มีหนี้เล็กน้อย หรือไม่มีเลย และอยู่ในสถานะที่จะเอาตัวรอดได้ในสถานะการณ์ที่ย่ำแย่หรือในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

9
“บัญชีคือภาษาของโลกธุรกิจ”
ในการจะอ่านงบการเงินของบริษัทนั้น คุณจะต้องรู้ว่าจะถอดรหัสตัวเลขนั้นได้อย่างไร ซึ่งในการถอดรหัสนั้นคุณจะต้องเรียนรู้เรื่องของบัญชี

10
ถ้าบริษัททำผลงานได้ดี หุ้นก็จะดีตามเสมอ
ปรากฏการณ์ในตลาดหุ้นที่วอเร็นเชื่อมั่นก็คือ ถ้าปัจจัยพื้นฐานที่รองรับธุรกิจสามารถสร้างผลงานได้ดี ในระยะยาวราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจนั้น ในทำนองเดียวกัน ถ้าปัจจัยพื้นฐานที่รองรับธุรกิจอยู่นั้นทำผลงานได้ไม่ดี ราคาหุ้นก็จะลดลงเพื่อสะท้อนมูลค่าพื้นฐานของธุรกิจนั้น ในระยะยาวมูลค่าของธุรกิจจะเป็นตัวปรับแก้ราคาหุ้นไม่ว่าจะในทิศทางใดก็ตาม
คู่มือเศรษฐี อายุ 45 ปี ทำอย่างไรจะมีเงินเก็บ 25 ล้านบาท

คู่มือเศรษฐี อายุ 45 ปี ทำอย่างไรจะมีเงินเก็บ 25 ล้านบาท

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “คู่มือเศรษฐีอายุ 45 ปี ทำอย่างไรจะมีเงินเก็บ 25 ล้านบาท” โดย คิม แด จุง (นักเขียนเจ้าของรางวัลหัวหน้าสาขาดีเด่น www.goodsay.com สองปีซ้อน) แปลโดย อ.สิรินาถ ศิริรัตน์ สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์

รวมกลเม็ดเคล็ดลับศิลปะการออมเงินของกลุ่มเศรษฐีใหม่ในเกาหลีใต้ที่ออมเงินได้ 25 ล้านบาท ด้วยวัยแค่ 45 ปี

คำแนะนำของเศรษฐี ที่เราๆมนุษย์เงินเดือนสามารถเริ่มต้นได้ไม่ยาก
1.    ลงทุนในด้านความรู้ที่เกี่ยวกับการเงิน (money)
ให้เริ่มเรียนรู้ในด้านการอ่านความเคลื่อนไหวโดยรวมของเศรษฐกิจก่อนเป็นอันดับแรก และตำราเล่มนั้นก็คือหนังสือเศรษฐกิจนั่นเอง
หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจนั้น เรียกว่าเป็นตำราที่สุดยอดที่สุดในการศึกษาทิศทางของเศรษฐกิจก็ว่าได้ การอ่านหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจทุกๆวัน เป็นการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเงินได้อย่างแม่นยำที่สุด
2.    ให้ลองอ่านหนังสือแยกย่อยแต่ละสาขา สาขาละ 1 เล่มเป็นอย่างน้อย ถ้าหากเข้าไปในร้านหนังสือแล้วเราจะเห็นหนังสือมากมายก็จริงแต่ให้เราหยิบมาเพียงอย่างละเล่ม ให้เลือกหนังสือที่เขียนโดยผู้ที่อยู่ในวงการนั้น ถ้าหากเลือกอ่านข้อมูลเบื้องต้นเราจะสามารถวาดภาพเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ สินค้าทางการเงิน
3.    จากนั้นสิ่งที่จำเป็นต่อมาในการเดินทางไปสู่หนทางการสะสมเงิน คือการศึกษาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ พอพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ เรามักจะคิดไปถึงสิ่งใหญ่โตแต่ความเป็นจริงแล้วการที่เราอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนท์ก็เรียกว่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อต้องทำการสำรวจก่อนว่า ที่ตรงนั้นภายหลังน่าจะมีแนวโน้มว่าราคาสูงขึ้นหรือไม่ การคมนาคมสะดวกสบายหรือเปล่า สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร นอกจากนั้นการจ่ายเงินภาษีเมื่อตอนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างไร วิธีการประหยัดให้จ่ายเงินภาษีน้อยที่สุดคือวิธีใด มีวิธีการสมัคร การซื้อโดยตรงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง
4.    การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องหุ้น

“ จงเลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าสามารถเอาชนะมันได้และใส่ใจกับมัน”

การที่เราจะมีเงินไปลงทุนนั้น เราต้องเริ่มจากการออมก่อน ซึ่งหนทางเก็บเงินของมนุษย์เงินเดือน จะมีดังนี้
1.    จงควบคุมรายจ่าย มนุษย์เงินเดือน โชคดีตรงมีเงินเดือนเข้ามาทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นบางคนยังมีการปรับเงินเดือนขึ้นทุกปีด้วย ยิ่งถ้าหากได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งแล้วละก็จำนวนเงินก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก แต่ว่ายอดเงินที่ได้รับนี้ ไม่ใช่จำนวนเงินที่ตัวเองสามารถกำหนดขึ้นมาด้วยตัวเองได้ แต่เป็นเงินที่ทางบริษัทกำหนดให้ไว้ต่างหาก ดังนั้นถึงแม้จะขยันทำงานสักเท่าไรก็ไม่ได้รับเงินเพิ่มมากไปกว่านั้น และถึงแม้ว่าไม่ได้ทำงานด้วยความขยันเต็มที่ก็ยังคงได้รับเงินเดือนอยู่ทุกเดือนเช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีรายรับก็ต้องมีรายจ่ายในการอุปโภคบริโภค จึงทำให้เกิดกรณีที่ไม่สามารถมีเงินเก็บที่จะเหลือไว้ใช้ในอนาคตอย่างเพียงพอ

2.    จงทำให้ค่าตัวของตัวเองสูงขึ้น  วิธีการเพิ่มค่าของตัวเองให้สูงขึ้น คือการเป็นมืออาชีพในสาขาวิชาที่ตนกำลังทำงานอยู่

3.    จงรีบกำหนดรายจ่าย แล้วทำการลงทุนทางด้านการเงิน การนำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารอย่างเดียวไม่ทำให้คุณรวยได้ ดังนั้นจงเดินไปสู่เทคโนโลยีทางการเงินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ต้องเปิดใจสำหรับเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ถึงแม้ว่า ณ ตอนนี้ไม่มีเงินเลย ก็อย่าลืมศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางด้านการเงินเอาไว้แต่เนิ่นๆ ถ้ามัวแต่พูดว่าไม่มีเงินอย่างเดียว ถ้าหากไม่มีความรู้ไม่ยอมศึกษาหาความรู้ไว้ก่อน แล้วพอมีเงินขึ้นมาก็ไม่รู้จะเริ่มลงทุนอย่างไร
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว โดย คุณดังตฤณ

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว โดย คุณดังตฤณ

หนังสือธรรมะ ของ คุณดังตฤณ เป็นหนังสือธรรมที่อ่านง่าย และมีข้อคิดที่เป็นประโยชน์

เก็บมาฝากจากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 1
เตรียมเสบียงที่ง่ายที่สุด และมีค่าน่าเก็บเกี่ยวสูงสุด คือ การไหว้ผู้ควรจะไหว้ ไหว้ให้เป็นปกติ ไหว้ให้เป็นนิสัย ก็เกิดผลยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคาด โดยกราบบุคคลอันควรบูชาสูงสุด ย่อมเกิดอานิสงส์สูงสุด ด้วยปัจจุบันพระพุทธเจ้าไม่มีพระชนม์อยู่ให้พวกเรากราบไหว้บูชาแล้ว แต่ก็ยังอาศัยพระปฏิมา หรือพระพุทธรูปประจำบ้าน หากกราบด้วยความเคารพเลื่อมใส นอบน้อมทั้งเศียรเกล้า ก็ให้อานิสงส์ไพศาล เรียกว่าเป็นกรรมขาวที่สว่างมาก และเป็นบุญขนาดน้องๆ กราบองค์จริงของท่านทีเดียว

เก็บมาฝากจากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 2
พระพุทธเจ้าตรัสแนะไว้ข้อหนึ่ง คือควรทำสังฆทานด้วยจิตไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ขอให้อยู่ในวัด ขอให้มีความสำรวมอยู่บ้างเถิด ข้างในท่านจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน เรื่องของเราคือมีจิตคิดถวายทานแด่หมู่สงฆ์ โดยไม่จำเพาะเจาะจงก็แล้วกัน กระแสความเป็นหมู่สงฆ์นั้นแหล่ะมากพอจะขยายผลให้ใหญ่เกินประมาณในตัวเองอยู่แล้ว

เก็บมาฝากจากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 3
อย่าดูถูกว่าการให้ของเล็กน้อยเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเมื่อคุณให้จนเป็นอารมณ์ชินที่จะสละแล้ว ก็เป็นการเพาะนิสัยในทางทาน “เป็นผู้สามารถให้โดยไม่จำเป็นต้องให้” ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน อานิสงส์ของการเป็นบุคคลเช่นนี้ คือที่มาของกำลังใจ ที่มาของความสามารถสละขยะส่วนเกินออกจากใจโดยง่าย

เก็บมาฝากจากหนังสือ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 4
นิรยบาล (ผู้คุมนรก) มูลเหตุให้ไปเกิดเป็นนิรยบาล ได้แก่ ความเกลียดชัง ความอาฆาต และความกระเหี้ยนกระหือรืออยากลงโทษผู้อื่น มนุษย์ที่มีมูลบันดาลเหล่านี้ ได้แก่พวกผู้คุมนักโทษ พระราชาผู้ชื่นชอบการชมนักโทษถูกทรมานต่อหน้าต่อตา ไทยมุงนักรุมประชาทัณฑ์ ครูที่ชอบตีเด็กแรงอย่างไม่สมเหตุผล ตลอดจนกระทั่งผู้ที่มีความผูกใจอยากจองเวร เช่น แค่ได้ข่าวหญิงถูกโทรมแล้วนึกพยาบาท สาปส่งพวกนักข่มขืนไปลงนรก หรือขนาดออกปากอยากทำทารุณเจ้าพวกชั่วทั้งโลก อะไรทำนองนั้น แรงปรารถนาอันกลั้วด้วยความเกลียดชัง จะให้อำนาจการลงโทษผู้กระทำผิดแก่เขา หลังแตกดับจากความเป็นมนุษย์ไปแล้ว
เดอะ ท็อป ซีเครต โดย ทันตแพทย์ สม สุจีรา

เดอะ ท็อป ซีเครต โดย ทันตแพทย์ สม สุจีรา

เก็บมาฝากจากหนังสือ เดอะ ท็อป ซีเครต : ทันตแพทย์ สม สุจีรา

1.    เคล็ดลับการเพิ่มพลังให้จิตใต้สำนึก
จง ป้อนข้อมูลให้จิตใต้สำนึก โดยผ่านจินตนาการไปเรื่อยๆ แม้ไม่มีวี่แววจะเป็นความจริงได้ก็ตาม แต่จิตใต้สำนึกจะเก็บข้อมูลนั้นไว้ สะสมมากขึ้นๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะระเบิดพลังออกมา เปรียบเสมือนการฟักไข่ ต้องอดทนและให้เวลากับมัน พอถึงจุดที่เหมาะสม ทุกอย่างจะปรากฎขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง

2.    วิธีใช้จิตใต้สำนึก
จิตใต้สำนึกจะบันทึกสิ่งที่เป็นความรู้สึกหรือนามธรรม จิตใต้สำนึกไม่เข้าใจคำว่า “ไม่อยาก”  “ไม่ต้องการ” หรือ “อย่า” 
ด้ง นั้นอย่าไปคิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ เช่น ถ้าไม่ต้องการเจอคนก้าวร้าว ก็ห้ามคิดเช่นนั้น เพราะจะเน้นแต่คำว่าก้าวร้าวจนมันฝังเข้าไปในจิต แต่ให้คิดบวกเปลี่ยนเป็น “ฉันต้องการเจอคนใจเย็น” โดยสรุปก็คือ อะไรลบๆทิ้งมันไปให้หมด คิดแต่เรื่องบวก ทุกสิ่งในโลกมีลบต้องมีบวกเป็นคู่กันให้เน้นความคิดไปที่เฉพาะส่วนบวกอยู่ ตลอดเวลา เช่นเราเกลียดคนหลอกลวง ให้เปลี่ยนวิธีคิดเป็น เราชอบคนจริงใจ ถ้าเน้นย้ำไปเรื่อยๆ ชีวิตเราก็จะเจอคนจริงใจหลั่งไหลเข้ามาตัดคำว่า “เกลียด” กับ “หลอกลวง” ซึ่งเป็นความคิดเชิงลบออกจากสมองโดยสิ้นเชิง

3.    กับดักและความอยาก
ความอยากในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “ตัณหา” เป็นตัวปิดกั้นศักยภาพการทำงานของพลังจิตใต้สำนึกที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ
พุทธ ศาสนากล่าวไว้ว่า ทั้งความอยากและไม่อยาก ล้วนเป็นทุกข์ เพราะถ้าเราอยากสิ่งใดก็ต้องไม่อยากในสิ่งตรงข้ามเสมอ เช่น อยากผอม ก็คือไม่อยากอ้วน อยากรวยก็คือไม่อยากจน ดังนั้นการจะหลุดพ้นจากวังวนแห่งกรรมนี้ได้ ต้องตัดความอยากออกให้หมด เพราะเมื่อมีสุขเวทนาจากความอยาก ก็ต้องทุกขเวทนาจากความไม่อยาก และสองสิ่งนี้สามารถกลับขั้วไปมาได้ตลอดเวลา ชีวิตเราจึงมีทั้งสุขและทุกข์ มีสุขเพราะไปเปรียบกับทุกข์ ทุกข์เพราะไปเปรียบกับสุข

กฎ 4 ข้อ ของความลับสุดยอด
1.    ตั้งจิตอธิษฐานขอโดยปราศจาก ความอยาก (ตัณหา) เพื่อป้องกันความกระวนกระวายใจ
2.    มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราขอว่าเป็นจริงได้โดยไม่มีข้อลังเลสงสัย
3.    จินตนาการภาพแห่งความรู้สึกว่าสิ่งนั้นได้มาแล้ว ด้วยความรู้สึกปรีดาปราโมทย์และมีความสุข
4.    เตรียมความพร้อมทั้งใจและกาย

เมื่อ มีความรู้สึกอยากได้สิ่งใด จงเปลี่ยนให้เป็นความรู้สึกเชื่อแทน เช่น อยากสอบได้ ให้เปลี่ยนเป็นเชื่อว่าสอบได้ “เปลี่ยนความอยากให้เป็นความเชื่อ” ฝึกเปลี่ยนความคิดให้เป็นความเชื่อ เพราะพลังขับของความเชื่อสูงกว่าความคิดมาก

4.    อย่าไปคิดลบกับสิ่งที่เป็นลบ
เช่น เราพบคนเห็นแก่ตัว อย่าไปคิดลบกับความเห็นแก่ตัวนั้น ให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะเห็นแก่ตัว เชื้อความเห็นแก่ตัวมันมีอยู่ทั่วไป เหมือนในอากาศที่มีเชื่อโรคอยู่มากมาย วิธีที่จะมีชีวิตอย่างปกติสุข ไม่ใช่การไปเกลียดเชื้อโรคนั้น แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคนั้นเข้าสู่ร่างกายได้

5.    ศิลปะของการคิด คือให้เห็นตามความเป็นจริง คนเราย่อมมีทั้งบวกและลบอยู่ในตัว แม้แต่บุคคลที่ยิ่งใหญ่ของโลก ระวังในสิ่งที่เป็นลบและชื่นชมในสิ่งที่เป็นบวก อย่าคิดไปแก้ส่วนลบของคนอื่น แต่ขอให้เน้นที่จุดบวกของเขา เพิ่มความเป็นบวกจากใจเราใส่ไปในใจเขา เมื่อบวกในใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ มันจะดึงส่วนที่เป็นลบออกไปเอง

จงย้ำประโยคนี้อยู่เสมอ “ฉันต้องเป็นนายของความคิดจิตใจตัวเอง” เพ่งสมาธิตั้งจิตให้แน่วแน่ เมื่อใดเกิดความคิดลบแวบเข้ามา จงใช้สติบอกกับตัวเองว่า “หยุด หยุดก่อน ฉันเลือกได้นี่ เป็นสิทธิ์ของฉันที่จะเปลี่ยนให้เป็นความคิดอย่างที่ฉันต้องการได้”

กฎ ของแรงดึงดูดของความคิดบอกไว้ว่า สิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดกัน ดังนั้นถ้ามีความรู้สึกสำนึกรู้คุณอยู่ในใจก็จะดึงดูดให้ได้พบกับคนที่ รู้จักบุญคุณเข้ามาในชีวิต

ทางพุทธศาสนาสอนให้เราอย่าไป ยึดติดกับอดีต เพราะไม่มีทางกลับไปเปลี่ยนอะไรได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้แก้ไขจิตของตัวเอง สิ่งที่ต้องแก้ก็คือจิต ไม่ใช่การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา เพียงแต่กำหนดสติสัมปชัญญะให้รู้เท่าทันจิตตัวเอง เมื่อพบองค์ประกอบของจิตก็จะเข้าใจความจริงทั้งหมดว่าเป็นเช่นนั้นเอง การที่เราตัดสินใจแบบนั้นในอดีตมีเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อเกิดปัญญาเข้าใจสาเหตุ ความร้อนรุ่มเจ็บใจตัวเองที่ตัดสินใจผิดพลาดก็จะหมดไป และเมื่อเกิดปัญญา การตัดสินใจในปัจจุบันขณะก็จะไม่ผิด ส่งผลให้เปลี่ยนวิถีชีวิตในอนาคตได้ อดีตผิดแล้วให้มันผิดไป สิ่งที่ต้องแก้ไขคือปัจจุบัน

เป็น ความโชคดีมหาศาลที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เท่านั้นที่สามารถฝึกสติให้ถึงระดับที่ตัดกรรมได้ และโชคดีเป็นครั้งที่สองที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เพราะหนทางแห่งการฝึกเจริญสติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน มีเพียงทางเดียว และพระพุทธองค์ก็ตรัสบอกหนทางนั้นไว้อย่างชัดเจนที่สุด เราไม่ควรพลาดโอกาสอันสำคัญนี้ โอกาสที่จะพบสิ่งมีค่าที่สุดในจักรวาล และควรเริ่มตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
พ่อรวยสอนลูก เงินสี่ด้าน

พ่อรวยสอนลูก เงินสี่ด้าน

เก็บมาฝากจากหนังสือ พ่อรวยสอนลูก เงินสี่ด้าน

ชีวิต ของคนเราไม่ได้มีเวลามากมายนัก ทำไมจึงเสียเวลาทั้งชีวิตทำงานเพื่อเงิน ทำไมไม่เรียนรู้วิธีใช้เงินและให้คนอื่นทำงานให้ เราจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีความสำคัญกว่า

ไหวพริบ ทางการเงิน หมายถึง วิธีหา วิธีเก็บ และวิธีทำให้เงินทวีคูน เมื่อหาเงินได้แล้วคุณสามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่ และจะทำให้เงินนั้นออกดอกออกผล เพื่อให้ประโยชน์ต่อลูกหลานไปได้นานแค่ไหน

ถ้า คุณต้องการหาธุรกิจอะไรสักอย่างเพื่อเรียนรู้และช่วยให้คุณพัฒนาไปอยู่ด้าน ขวาของ “เงินสี่ด้าน” ได้ สินค้าจะเป็นอะไรไม่สำคัญเท่ากับระบบที่คุณจะได้เรียนรู้จาการเข้าไปจับทำ ธุรกิจนั้น

เริ่มเป็นนักลงทุน
เอากระดาษปากกาออกมา แล้วเริ่มวางแผนการใช้เงินของคุณควบคู่การใช้เงิน ลดหนี้ อยู่อย่างไรให้พอกับรายจ่าย และทำอย่างไรจึงจะสามารถเพิ่มรายได้ ตั้งเป้าหมายทางการเงิน แล้วลองคำนวณดูว่าคุณต้องเก็บเงินลงทุนเดือนละเท่าไหร่ จึงจะมีเงินเท่ากับเป้าหมายที่ตั้งไว้

วางแผนระยะยาวว่า คุณจะค่อยๆ ลดหนี้อย่างไร เดือนละเท่าไหร่ พร้อมกันกับเงินเดือนจำนวนหนึ่งฝากไว้กับกองทุนดีๆ ทุกๆเดือน เท่านี้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี

อย่ามัวแต่รอคอย โอกาส “ทอง” เริ่มจากอะไรเล็กๆน้อยๆไปก่อน และไม่ต้องกังวลกับเรื่องผิดหรือถูก ลงมือได้เลย แล้วคุณจะค่อยๆเรียนรู้ไปเอง เมื่อเข้าไปยืนอยู่ในสนามจริงๆ เริ่มที่เงินจำนวนน้อย คุณอาจได้ผลตอบแทนที่คาดไม่ถึง อย่ากลัว เพราะความกลัวทำให้เราโง่เขลา คุณจะลงทุนกับตลาดที่น่าตื่นเต้นด้วยเงินก้อนใหญ่ที่คุณมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คุณอาจจะเสียเวลาไปกับการเล่นในสนาม ทั้งๆที่ยังไม่มีฝีมือ สู้ใช้เวลาและเงินเล็กน้อยฝึกวิทยายุทธิ์ให้ช่ำชองก่อนดีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ คุณต้อง ลงมือทำเดี๋ยวนี้

อย่า รีรออีกต่อไปเลย เริ่มวันนี้แหล่ะ ตัดบัตรเครดิตทิ้งเสียให้หมด ข้าวของอะไรที่เป็นหนี้สินก็อย่าไปมี อย่าไปใช้มัน หาหนังสืออ่าน และเริ่มเก็บเงินให้กับตัวเอง

จำนวนเงินที่หาได้ ไม่สำคัญเท่ากับวิธีเก็บรักษา วิธีทำให้เงินงอกเงย วิธีใช้เงินทำงานเพื่อลูกหลานรุ่นต่อๆไป

ฝึก สมองให้มองเห็นเงิน คือต้องมีความรู้ทางการเงิน เข้าใจตัวเลขและการลงทุน ถ้ามองตัวเลขหรือภาษาทางการเงินไม่เข้าใจ ก็เหมือนฟังภาษาต่างประเทศไม่รู้เรื่อง
รู้จักความเสี่ยง การลงทุนเป็นความเสี่ยง  เปล่าเลย  ไม่มีความรู้เรื่องเงินต่างหากที่เสี่ยง
คิดบวก โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คิดบวก โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

เก็บมาฝากจาก “คิดบวก” โดย ท่าน ว.วิชิรเมธี
เวลาเจองานหนัก    ให้บอกตัวเองว่า
            นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ
เวลาเจอปัญหาซับซ้อน    ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ
เวลาเจอความทุกข์หนัก    ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต
เวลาเจอนายจอมละเมียด    ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ
เวลาเจอคำตำหนิ        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือการสะท้อนว่าเรายังเป็นคนที่มีความหมาย
เวลาเจอความผิดหวัง        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต
เวลาเจอความป่วยไข้        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี
เวลาเจอความพลัดพราก (จากคนรัก/ของรัก)    ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง
เวลาเจอลูกหัวดื้อ        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงเวลาเจอแฟนทิ้ง        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือความเป็นอนิจจัง ที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ
เวลาเจอคนที่ใช่        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือประจักษ์พยานว่า ไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง
เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ    ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือความเป็นอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง
เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน    ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม
เวลาเจอคนเลว        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์
เวลาเจออุบัติเหตุ        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือคำเตือนว่า จงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด
เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง    ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือบททดสอบที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด”
เวลาเจอวิกฤต            ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม (ในวิกฤตย่อมมีโอกาส)
เวลาเจอคนจน            ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต
เวลาเจอความตาย        ให้บอกตัวเองว่า
                นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์
เริ่มต้นที่ความคิด โดย ต้นกล้า นัยนา

เริ่มต้นที่ความคิด โดย ต้นกล้า นัยนา

ขอขอบคุณหนังสือ เริ่มต้นที่ความคิด ของ ต้นกล้า นัยนา

ในหนังสือกล่าวไว้ว่า “ความคิด” สิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้เป็นสิ่งแรกคือ เรียนรู้ที่จะคิด เมื่อคิดเป็น เราก็ทำขั้นตอนอื่นได้อย่างง่ายขึ้น ขออย่างเดียวอย่าเอาแต่คิดว่าจะทำ แต่ไม่ทำ ขออีกอย่างหนึ่งเป็นของแถม อย่าเอาแต่ฝันแต่ไม่ยอมเริ่มต้นเดินทางไปให้ถึงปลายทาง….

1 ฝันใครฝันมัน
เราต้องเริ่มต้นนับหนึ่ง ค่อยๆทำ ค่อยๆคิด อย่างมีระบบเป็นขั้นตอน เริ่มจากง่ายไปหายาก เริ่มจากไม่เคยลองก็ลองผิดลองถูก พอมีประสบการณ์แล้วก็จะทำให้ทำผิดน้อยลง คล่องตัวมากขึ้น ตัดสินใจดีขึ้น และเผชิญกับเรื่องยากๆด้วยหัวใจที่กล้าหาญมากยิ่งขึ้น

2 นักฝันธรรมดา
เป็นคนที่มีความฝันอันสูงสุดของตัวเอง พยายามทำทุกอย่างให้เดินไปถึงฝันนั้น ต่อสู้ ฝ่าฝัน ไม่สนแม้จะล้มลุกคลุกคลาน

3 นักฝันแบบมีไฟ
เป็นคนที่ไม่เคยหยุดฝัน หยุดสร้าง หรือหยุดก้าว เมื่อไหร่ที่เดินทางไปถึงฝันของตัวเองแล้ว ก็หาเรื่องก้าวต่อไป

4 นักฝันแบบเก่งแต่นั่งฝัน
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มช่างพูด ช่างคุย เจรจา กล่าวคือพูดมากกว่าทำ คิดเยอะ แต่ไม่ได้ทำเยอะเหมือนที่คิด มีแรงคิดดีแต่ไม่ค่อยมีแรงทำ จะมีความฝันลอยฟุ้งมากมายในอากาศ แต่ไม่เคยเริ่มลงมือทำ ไม่เคยได้สตาร์ทเครื่องเลยเหมือนพายเรือในอ่าง ไม่เคยได้ออกมหาสมุทรเลย

5 นักไม่กล้าฝัน
คนบางคนไม่กล้าฝัน เพราะกลัวว่าฝันแล้วจะต้องเจอกับอาการอกหักกับความฝัน เลยไม่ค่อยอยากหวังกับความฝันเท่าไหร่ คนที่ไม่กล้าเสี่ยงมักไม่ประสบความสำเร็จ บางทีความสำเร็จมันมารออยู่หน้าประตูแล้ว เพียงแต่ไม่กล้าเปิดประตูอ้ารับมันก็เท่านั้นเอง

6 นักทำลายฝัน
กลุ่มนี้น่ากลัวที่สุด น่าเอาใจออกห่างและสมควรเอาตัวออกห่าง เพราะนอกจากเขาจะไม่มีความฝันเป็นของตัวเองแล้ว เขายังเห็นคนอื่นฝันไม่ได้ด้วย

    เมื่อตอบตัวเองได้ว่าเป็นนักฝันมืออาชีพ นักฝันมือสมัครเล่น หรือนักฝันใจไม่กล้า แล้วเรามาเริ่มต้นกันที่ความฝันดีไหม เริ่มต้นที่ความคิด เริ่มต้นที่ความฝันทำความฝันของเราให้มันเป็นจริง อย่าปล่อยให้ความฝันเราเป็นฝันลมๆแล้งๆ

    ค้นหาความฝันของตัวเองให้เจอ และยอมรับมัน เริ่มต้นที่ความคิดของเรา จัดการกับความคิดให้เปิดกว้าง หาวิธีทางที่จะเดินไปถึงฝัน ถ้าไม่อยากเดินอ้อมไปอ้อมมาก็ต้องมีกลยุทธิ์ กลยุทธิ์ที่ใช้นั้นหากไม่ได้ผล ก็อย่าไปยึดติดกับมัน ให้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงใหม่

    สิ่งเล็กๆที่ยิ่งใหญ่
หากเราจะฝึกตัวเองให้เก่ง ไม่ต้องเก่งในสายตาคนอื่น แต่ต้องเก็บกับตัวเอง หากเราอยากรู้จักกับตัวเองเรื่องเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ หรือหัวใจสำคัญของมันอยู่ที่ว่าเรารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆในชีวิตมันอยู่ตรงไหน

    ให้คุณค่ากับตัวเอง ให้คุณค่ากับสิ่งที่ตัวเองทำ มองเห็นคุณค่าของตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีคุณค่า
    คนเราต้องก้าว และก้าวต่อไปเรื่อยๆ

การดำเนินชีวิตไม่เคยยากเกินไป เมื่อไรที่รู้สึกสับสนและวุ่นวาย ลองแบ่งเป็นข้อๆ และลองทำไปทีละข้อ หาเวลาว่างก่อนนอนก่อนเริ่มต้นวันใหม่
1.    เราเสียเวลากับอะไรที่ไร้สาระบ้างหรือเปล่า
2.    วิธีที่จะก้าวไปถึงฝันของเรานั้นมันถูกต้องหรือยังบกพร่องอยู่
3.    เราต้องแก้ไขอะไรบ้าง
4.    เราเคยเครียดมากไปหรือเปล่า
5.    เราอ่านหนังสือบ้างหรือเปล่า เราเปิดโอกาสให้เราได้เติบโตทางความคิด เพื่อเพิ่มประสบการณ์จากหนังสือ หรือยังคงอยู่นิ่งกับที่
6.    เราเดินออกมานอกกรอบ และมุมมองหรือความคาดหวังของคนอื่นบ้างหรือเปล่า
7.    เราได้ใช้ความรู้ความสามารถของเราอย่างเต็มที่หรือยัง
8.    เราได้ประเมินความฝันของเราหรือเปล่า ว่าความฝันของเราเดินหน้า เขยิบไปอีกขั้นหรือยังย่ำอยู่อย่างเดิม
9.    เรายิ้มให้ใครบ้างหรือเปล่า หรือน่าบึ้ง ความโกรธขโมยสิ่งดีๆอะไรไปจากเราบ้าง เวลาเราโกรธเราสูญเสียอะไรบ้าง เราจะกำหนดอารมณ์โกรธของเราในวันต่อไปได้ด้วยวิธีใด
10.    เราได้ฝึกฝนทำอะไรที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นบ้างหรือยัง หรือแค่คิดว่าควรทำ แต่เราก็ยังไม่ได้ทำ
11.    เราประเมินผลตัวเอง สำหรับวันที่ผ่านมา สัปดาห์ที่ผ่านมา เดือนที่ผ่านมา หรือปีที่ผ่านมาบ้างหรือเปล่า
12.    เรายอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง และหาทางแก้ไขบ้างหรือเปล่า หรือปล่อยให้ผิดแล้วผิดอีก

ชีวิตกับเวลา

ชีวิตกับเวลา

ชีวิตกับเวลา
ในที่สุดปีเก่า ก็ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี โดยมีปีใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่ กาลเวลาในแต่ละปีดูเหมือนช่างรวดเร็วเหลือเกิน

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยน พ.ศ. ใหม่หรือถึงวันปีใหม่ หากเป็นเด็กๆ พวกเขาจะรู้สึกมีความดีอกดีใจที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกปี

ในขณะที่คนเฒ่าคนแก่นั้นกลับจะมีความรู้สึกแตกต่างออกไป นั่นคือ ความรู้สึกเศร้าและกังวลใจ ที่กาลเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตัวเองดูเหมือนจะเหลือเวลาอยู่ดูโลกต่อไปอีกเพียงไม่นานเท่านั้น

เวลาทุกวินาทีเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรจะตระหนักและเอาใจใส่ต่อมันให้มากเป็นพิเศษ เพราะอายุที่เราได้เพิ่มมา ก็คือเวลาที่เราสูญเสียไปนั้นเอง เวลาจึงคือชีวิต ชีวิตก็คือกาลเวลานั้นเอง

ตามปกติแล้วเรามักจะมองข้ามความสำคัญของเวลา และมองไม่เห็นคุณค่าของมัน จนกว่าเราจะต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปเสียก่อน เมื่อนั้นเราถึงจะรู้คุณค่าและมองเห็นความสำคัญของเวลาอย่างแท้จริง

มีคนกล่าวเอาไว้ว่า…..
หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งปี ว่ามีค่ามากเพียงใด ให้ลองไปถามนักเรียนที่สอบไล่ไม่ผ่านดู
หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งเดือน ลองถามแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด
หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งอาทิตย์ ลองถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งวัน ลองถามคนงานรายวันที่มีลูกเล็กๆ ที่ต้องเลี้ยงดู
หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งชั่วโมง ลองถามคู่รักที่เขากำลังรอแฟนอย่างกระวนกระวาย
หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งนาที ลองถามคนที่เพิ่งพลาดรถไฟ หรือเครื่องบินเที่ยวนั้น
หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาหนึ่งวินาที ให้ลองถามคนที่เพิ่งรอดพ้นอุบัติเหตุมาได้อย่างอย่างหวุดหวิด
หากคุณอยากรู้ค่าของเวลาเสี้ยววินาที ลองถามนักกีฬาโอลิมปิกที่ได้เหรียญเงิน

ดังนั้นเราจึงควรที่จะใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า โดยที่ไม่ปล่อยให้มันล่วงเลยผ่านพ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วนั้น เรามิอาจจะหมุนย้อนมาเริ่มต้นใหม่ได้อีก

เวลาที่ผ่านพ้นไปในแต่ละปี จะไม่ช่วยทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นกว่าเดิมเลย ถ้าหากเราไม่มีความคิดที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น เวลาจะอำนวยประโยชน์ให้ก็เฉพาะกับบุคคลที่รู้จักคุณค่าของมันเท่านั้น

เมื่อปีใหม่ผ่านเข้ามาถึงในแต่ละครั้ง เราทุกคนจึงควรที่จะถือโอกาสใช้เวลาในช่วงนี้สำหรับการมองและสำรวจศึกษาตนเอง เพื่อค้นหาจุดดีและจุดบกพร่องของตนเอง หากเป็นจุดดีหรือความดีงามก็จะได้ดำรงหรือรักษาความดีงามเหล่านั้นเอาไว้ แต่ถ้าหากเป็นข้อบกพร่องผิดพลาด ก็จะได้ใช้เป็นบทเรียนสอนใจ เพื่อที่จะนำไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไข และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.geocities.ws/moralcamp/ar18.html
ปัญหาคาใจวัยหนุ่มสาว โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ปัญหาคาใจวัยหนุ่มสาว โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

เก็บมาจากนิตยสาร สุดสัปดาห์ No.630 วันที่ 1-5-52
ปัญหาคาใจวัยหนุ่มสาว โดย ท่าน ว.วชิรเมธี
คำถาม : ตอนนี้มีข่าวฆ่าตัวตาย เพราะความรักให้เห็นบ่อย ถ้ามีคนมาบอกว่าอกหัก
คิดว่าตัวเองไม่มีค่าแล้ว และอยากฆ่าตัวตาย ท่านจะพูดกับคนที่คิดอย่างนี้ อย่างไร
คำตอบ : ประการแรกอาตมาจะบอกเขาว่า ไม่ต้องอยากตายหรอก เพราะความตายเป็นของได้เปล่า เกิดมาแล้วไม่เร็วไม่ช้าก็ต้องตาย ตั้งแต่เกิดมาอาตมายังไม่เคยเห็นใครที่ไม่ตาย เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเหนื่อยไปออกแรง ไม่ต้องพยายามเดี๋ยวตายเอง
    ประการที่สอง ให้ลองอยู่ต่อไปสักระยะ อย่างน้อยที่สุดสักสามเดือน แล้วจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความรักเป็นอารมณ์ ภาษาพระเรียกว่า “เวทนา” นาที่ที่คนรักจากไป คุณอาจรู้สึกทุกข์จนแทบตาย ความทุกข์อยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ดำรงอยู่ชั่วคราว แล้วแตกดับไป ฉะนั้นความทุกข์ก็ดี ความสุขก็ดี ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน ตอนทุกข์แทบตาย ถ้าคุณรออีกสักพัก ทุกข์จะหายกลายเป็นสุข สุขๆทุกข์ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเข้ามาในชีวิตของเราตลอดเวลา
    ฉะนั้นถ้าทุกข์ที่สุดแล้วไปฆ่าตัวตาย โดยไม่รู้ว่าอีกสักแป๊บ ทุกข์จะพลิกเป็นสุขอยู่แล้ว คุณเสียค่าโง่ให้ความทุกข์ไปแล้ว ให้รอสัก จะสามเดือน ห้าเดือน เจ็ดเดือนหรือหนึ่งปี แล้ววันหนึ่งคุณจะหัวเราะเยาะตัวเองว่า ถ้าวันนั้นเราตายไปเราก็โง่ที่สุด แท้จริงไม่มีความทุกข์ชนิดไหนที่มนุษย์ทนไม่ได้หรอก ที่ดูเหมือนทนไม่ได้ก็เพราะเรารู้ไม่เท่าทันกติกาของความทุกข์ต่างหาก จำไว้ความทุกข์ไม่เคยฆ่าเรา มีแต่เราเองที่ฆ่าตัวเอง
    จิตของคนเราจะวิวัฒนาการขึ้นเป็นมนุษย์ได้นั้นใช้เวลายาวนานมาก พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเอาไว้ว่า เสมือนมีทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล ลึกลงไปใต้ทะเลมีเต่าตาบอดอยู่หนึ่งตัว ร้อยปีมันจะโผล่าขึ้นมาเหนือผิวน้ำทีหนึ่ง แล้วเอาหัวสวมเข้ากับห่วงยางที่ลอยฟ่องอยู่เหนือผิวน้ำพอดี กว่าที่เหตุบังเอิญเช่นนี้จะมาประจวบเหมาะกินเวลายาวนานเกินกว่ามนุษย์จะนับได้ ภาษาพระเรียกว่า “อสงไขยกัป” วันเวลาเช่นนี้ว่ายาวนานแล้ว แต่กว่าที่จิตดวงหนึ่งจะวิวัฒนาการขึ้นเป็นมนุษย์ยาวนานกว่านับแสนล้านชาติภพ
    เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วยังมาฆ่าตัวเองให้แตกดับ เท่ากับว่าคุณปฏิเสธจิตแห่งความเป็นมนุษย์ของคุณ จิตดวงนี้ก็จะตกต่ำดำมืดลงไป กว่าจะวิวัฒนาการกลับมาได้อัตภาพเป็นคนอีกครั้งก็กินระยะเวลานาน การฆ่าตัวตายจึงเป็นบาปอันมหันต์ที่สุด

คำถาม : แต่งงานแล้วไม่คิดจะมีลูก เพราะกลัวโลกในอนาคตจะไม่ดี ท่านคิดว่าเป็นความคิดที่ถูกหรือไม่
คำตอบ : อาตมาว่านี่เป็นวิธีคิดที่สุดโต่งอย่างหนึ่ง คุณเอาความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มาทุกข์ในปัจจุบันเรียบร้อยแล้ว ถ้ากลัวขนาดนั้น ไม่ต้องเกิดมาก็ได้มั้ง
    แต่เมื่อคุณเกิดมาแล้ว ธรรมชาติได้ให้ของสิ่งหนึ่งที่วิเศษที่สุด นั่นคือความสามารถในการบริหารจัดการชีวิต หรือสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญา” ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณมีปัญญา คุณก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องกลัว แต่การที่คุณกลัวอย่างนี้สะท้อนว่าคุณยังมีปัญญาไม่พอที่จะบริหารจัดการชีวิต จงไปแสวงหาปัญญามาให้พอ แล้วคุณจะรู้ว่าทุกๆความกลัว เราบริหารจัดการชีวิตได้