ทำอย่างไรถึงจะรวย

ทำอย่างไรถึงจะรวย

ทำอย่างไรถึงจะรวย ?

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ลึกๆแล้วต้องการที่จะมีเงินใช้อย่างสบาย ซึ่งก็มีความหมายนัยๆว่ารวยนั้นเอง เพียงแต่คำว่ารวยของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนมีเงินเพียง 5 แสนบาทก็คิดว่ารวยแล้ว ในขณะที่บางตนมีเงินหลายหมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคิดว่าตัวเองไม่รวยพอ ดังนั้น เรื่องของความรวยที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ จะไม่ระบุว่าเป็นจำนวนเท่าใด แต่จะขอพูดถึงเรื่องของการมีเงินใช้อย่างสุขสบายเป็นหลัก

     สิ่งแรกที่จำเป็นสำหรับการตั้งต้นของหนทางแห่งความรวยก็คือ อย่างรังเกียจความรวย เพราะถ้าหากท่านมองว่าความรวยเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแล้ว ท่านก็จะไม่มีวันที่จะพยายามทำให้ตัวเองรวย เพราะคงไม่มีใครอยากทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ หากตั้งใจที่จะทำให้ตัวเองรวยแล้ว ความตั้งใจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้ท่านมีความพยายามที่จะกระทำเพื่อ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้ได้
สิ่งที่จำเป็นต่อมาก็คือ การประเมินว่าตัวเองมีเงินเท่าไหร่จึงจะสามารถใช้จ่ายได้อย่างสุขสบาย ซึ่งท่านก็สามารถประเมินได้จากการใช้จ่ายปกติทั่วไปในชีวิตประจำวัน และประเมินว่าจำนวนเงินที่ท่านใช้ในปัจจุบันจะมีค่าเป็นเท่าใดในอนาคต (ตามอัตราเงินเฟ้อ) จากนั้น ท่านก็ต้องลองคำนวณดูว่าเมื่อนับรวมระยะเวลาทั้งหมดในการใช้จ่ายของท่านแล้ว จะเป็นเงินจำนวนเท่าใด ท่านก็จะทราบว่าท่านจะต้องมีเงินเก็บเท่าใดจึงจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุข สบายโดยไม่เดือดร้อนใคร ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันท่านอายุ 40 ปี และท่านต้องการเกษียณอายุเมื่ออายุ 60 ปี โดยที่หลังเกษียณอายุท่านคาดว่าท่านจะมีอายุถึง 80 ปีโดยที่หลังเกษียณอายุท่านต้องการมีเงินใช้เทียบเท่ากับเงิน 20,000 บาทต่อเดือน ในปัจจุบัน และสมมติว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเท่ากับ 5 % ต่อปี ในกรณีนี้ หากท่านฝากเงินไว้กับธนาคารซึ่งคาดว่าจะได้รับดอกเบี้ยหลังหักภาษีเท่ากับ 1 % ต่อปี ในวันที่ท่านเกษียณ ท่านจะต้องมีเงินเก็บประมาณ 17.4 ล้านบาท ท่านจึงจะสามารถมีเงินใช้ได้เมื่อเทียบเป็นค่าเงินปัจจุบันเท่ากับ 20,000 ต่อเดือน

     หัวใจที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับเส้นทางสู่ความรวยก็คือ ความมีวินัยในการออมและการลงทุน นักลงทุนเป็นจำนวนมากมักจะขาดวินัยในการออมและการลงทุน เพราะการออมและการลงทุนในช่วงแรกๆ ผลตอบแทนที่ได้มักจะไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก เพราะแลดูเหมือนว่าได้ผลตอบแทนน้อย เช่น หากนักลงทุนลงทุนจำนวน 100 บาท โดยได้ผลตอบแทน 10 % ต่อปี เมื่อครบปีแรก เงินลงทุนของท่านจะเพิ่มเป็น 110 บาท เพิ่มเป็น 121 บาท ในปีที่สอง และเพิ่มเป็นเป็น 133.1 บาท ในปีที่ 3 ซึ่งการที่เงินแลดูเหมือนเพิ่มขึ้นน้อยนี้ อาจทำให้นักลงทุนบางท่านที่ต้องการรวยเร็วละทิ้งวินัยการลงทุนได้ แต่ถ้าท่านยึดถือวินัยการลงทุน และสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ย 10 % เป็นเวลา 20 ปีเงินลงทุนของท่านจะเพิ่มเป็น 672.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่าของเงินลงทุนเริ่มต้น ซึ่งถ้าท่านเปลี่ยนเงินลงทุนจาก 100 บาท เป็น 500,000 บาท เงินลงทุนของท่านก็จะเพิ่มเป็น 3,363,750 บาทในปีที่ 20 สำหรับบางท่านที่ต้องการรวย แต่ยังมีเงินเก็บไม่พอ ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีวินัยในการออมและการลงทุนมากขึ้น โดยท่านควรออมหรือลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เช่น ท่านอาจจะออมหรือลงทุนเป็นจำนวนอย่างน้อย 5,000 บาททุกเดือน และออมเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

     สิ่งสำคัญประการสุดท้ายก็คือ เวลา การที่ท่านจะเป็นคนรวยได้จะต้องอาศัยการออมและการลงทุนเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น Mr. Warren Buffet ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มีสินทรัพย์ประมาณ 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เริ่มลงทุนครั้งแรกตั้งแต่ปี 1954 ด้วยเงินเพียง 100 เหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่การที่เขาให้เวลาในการสะสมความร่ำรวย และการรักษาวินัยการลงทุน จึงทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน การที่ท่านนักลงทุนไม่ให้เวลาในการออมและการลงทุน จะเป็นสาเหตุให้ท่านนักลงทุนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เกินกว่าระดับที่เหมาะสมต่อท่าน รวมถึงการทำให้ท่านไม่สามารถรักษาวินัยในการออมและลงทุนไว้ได้

     อย่างไรก็ตาม การที่ท่านจะเป็นคนรวย ท่านควรจะเป็นคนรวยที่มีความสุขและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะหากท่านมีความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แต่ขาดซึ่งความสุขและสุขภาพที่ดี ก็อาจจะไม่คุ้มค่าที่จะสร้างความร่ำรวยได้ ดังนั้น การสร้างความร่ำรวย ท่านควรคำนึงถึงแนวทางของความสุขและสุขภาพที่ดีด้วย เช่น ร่ำรวยอย่างสุจริตและไม่เบียดเบียนใคร ไม่เก็บออมหรือทำงานหนักมากเกินไปจนสุขภาพทรุดโทรม หรือท่านมามารถเพิ่มความสุขจากความร่ำรวยของท่าน โดยการบริจาคเงินที่ได้ส่วนหนึ่งให้แก่การกุศล เป็นต้น        

โดย คุณวีระชาติ ชุตินันท์วโรดม

ที่มา TSI Investment Wiki
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมhttp://www.tsi-thailand.org/
http://www.set.or.th/
14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก

14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก

14 ข้อคิดของ จิม โรเจอร์ส เซียนนักลงทุนระดับโลก กลั่นมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต


จิม โรเจอร์ส ผู้ได้รับสมญานามว่า "อินเดียน่า โจนส์ แห่งวอล์สตรีท" เขาเคยจัดตั้งกองทุน Hedge Fund ชื่อว่า Double Eagles คู่กับจอร์จ โซรอส แต่ด้วยแนวทาง วิถีคิดที่แตกต่างกันทำให้จิมแยกตัวออกมาจัดตั้งกองทุน Hedge Fund เป็นของตัวเอง และใช้ชีวิตเดินทางรอบโลกกับภรรยาของเขา .. จิม โรเจอร์ส มีชื่อเสียงมากในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งได้รับการยกย่องจากสื่อว่าเป็นระดับกูรูเลยทีเดียว

จิม โรเจอร์ส มีความเห็นว่าตลาดกระทิงรอบใหญ่จะเกิดที่เอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน ในขณะที่ตลาดอเมริกาและยุโรปจะไม่ได้เป็นตลาดที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน ดังนั้นนักลงทุนทีอ่ยากรวยจะต้องมาลงทุนในเอเชีย

และนี้คือ สุดยอด 14 แนวคิดจากนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จิม โรเจอร์ มีอะไรกันบ้าง ไปดูกันครับ

1. "Most successful investors, in fact, do nothing most of the time."
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะไม่ซื้อๆขายๆบ่อยครั้ง

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มักจะตัดสินใจที่จะขยับพอร์ตโฟลิโอไม่บ่อยครั้งนัก หมายความว่าโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นนักลงทุนระยะยาว และพวกเขาก็ถือได้อย่างยาวนานจริงๆ ตราบใดที่คุณซื้อๆขายๆบ่อยครั้งก็มั่นใจได้เลยว่าคุณจะตัดสินใจผิดพลาด ก็เหมือนอย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์พูด ยิ่งคุณขยับมากเท่าไร ผลตอบแทนก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น

2. "If you want to make a lot of money, resist diversification."
ถ้าคุณอยากทำเงินได้มากๆ จงหลีกเลี่ยงการกระจายความเสี่ยง

โบรคเกอร์หรือนักบริหารการเงินมักจะพูดอยู่เสมอ่า "จงกระจายความเสี่ยง" แต่คงจะไม่ใช่ทั้งผมหรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เพราะคนที่ประสบความสำเร็จจะลงทุนแบบมุ่งเน้นเท่านั้น สำหรับการกระจายความเสี่ยงแล้วเป็นวิถีของมือสมัครเล่นที่ไม่รู้ว่าคตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

สมมุติว่าคุณซื้อหุ้นสัก 10 ตัวในพอร์ตการลงทุน คุณลงเงินตัวละ 1 แสนบาท แน่นอนว่าจะมีบางตัวที่วิ่งดีมากๆ อาจจะวิ่งไปถึง 10 เท่า ซึ่งนานๆทีจะได้เห็นหุ้นแบบนี้สักครั้ง ไม่แน่ว่าชั่วชีวิตคุณอาจจะได้เห็นแบบนี้ประมาณ 2-3 ครั้งเท่านั้น ต่อให้คุณทำได้ถึง 10 เท่า อย่างมากคุณก็ทำเงินได้แค่ 1 ล้านบาท ดังนั้นแล้วคุณควรลงทุนแบบมุ่งเน้น มีหุ้นเพียง 2-3 ตัวที่คุณมั่นใจจริงๆ แล้วที่สำคัญ คือ จงซื้อมันให้หนัก

3. "It is remarkable how many people mistake a bull market for brains."
มีนักลงทุนจำนวนมาก พลาดตลาดกระทิงรอบใหญ่เพราะพวกเขาใช้เหตุผลจนเกินไป

นักลงทุนส่วนมากแล้วจะคิดว่าพวกเขาฉลาดกว่าค่าเฉลี่ยของนักลงทุนทั้งหมด และการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะนำมาซึ่งความร่ำรวย พวกเขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาเคล็ดลับตลาดหุ้น กราฟเทคนิเคิล หรือแม้กระทั่งข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อให้ทราบว่าตลาดหมีกำบัวจะสิ้นท่า และกระทิงรอบใหญ่กำลังจะมา น่าเสียดายมากที่ความเป็นจริงแล้วสัญญาณเหล่านี้ไม่ส่งมาสักที จนกว่าหุ้นจะขึ้นมาหลายร้อยจุด แน่นอนว่าเราจะพลาดไป

คำแนะนำของผม คือ จงวิ่งเข้าหาโอกาสในขณะที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤต ต้องเกาะติดมันตลอดเวลา ห้ามทิ้งไม่ว่าเวลานั้นจะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม

4. "On Wall Street there's no truer adage than …'markets can remain irrational longer than you can remain solvent.'"
ในตลาดหุ้นไม่มีเหตุผล สิ่งที่มันผิด มันก็จะผิดได้อย่างยาวนานจนคนในตลาดเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกไปเลยก็ได้

ตอนผมทำงานบริหารกองทุน ผมเคยเล่นช๊อตหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเจ๊งแน่นอน แต่ผมช๊อตเท่าไรมันก็ไม่ลงสักทีจนผมรู้สึกว่าผมอาจจะคิดผิด ผมเลยยอมตัดขาดทุนไป ต่อมาผ่านไปอีก 5 ปี บริษัทนั้นได้ประกาศล้มละลายและหุ้นมันก็เหลือศูนย์ ผมคิดว่าผมเป็นคนฉลาด แต่นี้ก็เป็นตัวอย่างของคนที่ฉลาดแต่ไม่รวย ผมทำเรื่องที่เฉียดรวยไป ก็เหมือนกับที่จอห์น เมนาย์ด เคนส์ พูดเอาไว้ ตลาดหุ้นจะไม่มีเหตุผลไปเรื่อยๆและอยู่อย่างนานพอจนคุณรู้สึกเปลี่ยนใจ

5. "No matter what we all know today, it’s not going to be true in 10 or 15 years."
มวลชนคิดผิดเสมอ

นักลงทุนควรเรียนรู้ที่จะคิดได้ด้วยตัวเอง คิดอีกด้านหนึ่งของมวลชน พยายามคิดไม่เหมือนคนอื่น ตลาดหุ้นเป็นบทพิสูจน์แน่นอนแล้วว่าการทำตามฝูงชนนำไปสู่การขาดทุน ถ้าคุณยังไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะคิดด้วยตนเอง คุณจะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้นทางเดียวที่ทำได้ก็คือ คิดก่อนคนอื่น และลงมือทำก่อนคนอื่น

6. "If you want to be lucky, do your homework."
โชคเป็นสิ่งที่มนูษย์สร้างขึ้นจากการทำการบ้าน

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมได้ขายช๊อตหุ้น Helmerich & Payne บริษัทที่ทำเกี่ยวกับเครื่องขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลและภาคพื้นดิน ผมรู้มาว่าบริษัทน้ำมันหลายๆแห่งเริ่มกักตุนน้ำมันและมีแนวโน้มว่าจะลดการขุดเจาะพร้อมกับปลดคนงานออก แน่นอนว่าถ้าลดการขุดเจาะมันจะส่งผลแย่กับบริษัทที่ทำเครื่องจักรขุดเจาะน้ำมัน แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ มีคนพูดกับผมว่า ผมแค่โชคดีที่ทำเงินได้จากการขายช๊อต พูดด้วยความจริงเลยว่า ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา ผมเชื่อในเรื่องของความขยัน เรื่องโชคเป็นสิ่งที่มนูษย์สร้างขึ้นจากการทำการบ้าน

7.“Swim your own races.”
วิ่งในสนามที่คุณถนัด

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างนักลงทุนธรรมดากับนักลงทุนชั้นเซียน คือ ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองรู้ แต่ความแตกต่างของทั้งสอง คือ นักลงทุนชั้นเซียนจะเปิดใจรับฟังความเห็นใหม่ๆอยู่เสมอ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

8. "If the world economy gets better, commodities are very good place to be in ... even if the world economy does not improve, commodities are still a fabulous place to be."
สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นตัวเลือกทางการลงทุนที่น่าสนใจในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะดีหรือไม่ก็ตาม

โอกาสมีอยู่เสมอในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะประเทศที่ชอบพิมพ์เงินออกมา และตอนนี้มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

9. "The most sensible skill that I can give to somebody born in 2003 is a perfect command of Mandarin."
ทักษะที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบันสำหรับเด็กรุ่นใหม่ คือ ฝึกพูดภาษาจีนแมนดาริน

ผมมีความเห็นว่าโลกยุคใหม่ จะมุ่งหน้าสู่ประเทศจีน ผมเลยส่งเสริมให้ลูกสาวทั้งสองของผมแฮปปี้และเบบี้บีเรียนภาษาจีนแมนดาริน มีสภาวะแวดล้อมในการพูดภาษาจีนกลาง ผมมีความเชื่อว่าประเทศจีนจะเป็นเทรนแห่งอนาคต

10. "Become a Chinese farmer, that's what you should do."
เป็นชาวนาในประเทศจีน คุณจะร่ำรวย

ในอดีตคนที่อยากจะรวยส่วนใหญ่อยู่ในแวดวงการเงิน-การลงทุน แต่ในความเห็นของผม คือ โลกแห่งอนาคตจะเป็นโลกของการเกษตร สินค้าเกษตรจะยิ่งมีราคาแพงขึ้น คุณอาจจะทำเงินในโลกอินเตอร์เน็ต สั่งซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ต รับโอนเงินผ่านโลกออนไลน์ สร้างความบันเทิงทางอินเตอร์เน็ต แต่คุณไม่สามารถทำให้ตัวเองอิ่มท้องได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ต

11. "If you can find ways to invest in Myanmar, you will be very, very rich over the next 20, 30, 40 years."
ลงทุนในประเทศเมียนมา(พม่า) คุณจะร่ำรวย

ผมมีความเห็นว่า ประเทศเมียนมาเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังมาแรง หลายๆบริษัทก็ยังเล็กอยู่ แต่ในความเล็กมีความสวยงามซ่อนอยู่ การลงทุนระยะยาวในเมียนมาจะทำให้คุณร่ำรวยได้ ดังนั้น จงหาหนทางเพื่อลงทุนในประเทศเมียนมา

12."India is not a place for investors, but it's a fabulous country for tourists"
อินเดียไม่ใช่สถานที่ที่น่าลงทุน แต่เป็นสถานที่ที่น่าไปท่องเที่ยว

ผมมีความเห็นว่า อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่แต่กลับไม่น่าลงทุน ระบบเศรษฐกิจยังไม่ดีเท่าที่ควร ร้านค้าต่างๆถ้าเห็นว่าเราเป็นชาวต่างชาติ พวกพ่อค้าจะอยากได้เงินดอล์ล่าร์มากกว่าเงินรูปี นักการเมืองก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เข้าถึงปัญหาของประชาชนว่าต้องการอะไร และพวกเขาเหล่านั้นเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาค่าเงินที่ผันผวน ปัญหาความแออัด การคอรัปชั่น อย่างไรก็ตาม เรื่องของการท่องเที่ยวเป็นอะไรที่น่าสนใจ มีอะไรแปลกๆให้ค้นหา มีประวัติยาวนานและเรื่องลึกลับที่คุณไม่สามารถหาได้ที่ไหนในโลก มันเหมาะสมที่จะเป็นเป้าหมายสำหรับนักท่องเที่ยว มากกว่าจะเป็นเป้าหมายของนักลงทุน

13. "I haven't met a rich technician"
ผมไม่เคยเจอใครที่ร่ำรวยจากกราฟเทคนิเคิล

ผมเคยได้ยินคนพูดว่า Trend is your friend แนวโน้มคือเพื่อนของคุณ แต่นักเทคนิคเหล่านั้นอาจจะยังพูดไม่หมด ประโยคเต็มๆอาจจะพูดว่า (Maybe) the trend is your friend (for a few minutes.) แนวโน้ม(อาจจะ)เป็นเพื่อนของคุณ(ชั่วคราว)

14. "I was poor once, I didn't like it, I don't want to be poor again"
ผมเคยเป็นเด็กยากจน ผมไม่ชอบมันเลย และผมตั้งใจว่าจะไม่กลับไปจนอีกแล้ว

ผมเคยอยู่ในช่วงความย่ำแย่ของอเมริกา ผมขอเรียกมันว่า A lost decade (ทศวรรษที่สาบสูญ) ในแง่ของตลาดหุ้น อัตราการจ้างงาน อุตสาหกรรมการผลิต ผมคิดว่าอเมริกาจะไม่กลับมาดีเหมือนเดิมอีกแล้ว

แต่ในความเป็นจริง คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มดีขึ้น มันเริ่มกลับมาไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นที่รีบาว คนเริ่มมีงานทำ มีบ้านเป็นของตัวเอง ตอนนั้นผมรู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็น "วัฎจักร" สิ่งที่มันแย่ๆ สักวันหนึ่งมันก็จะกลับมาดีขึ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็เช่นเดียวกัน ผมรู้ความลับนี้แล้ว ผมจึงตั้งใจไว้ว่าผมจะไม่กลับไปถังแตกอีก

ผู้แปล SiTh LoRd PaCk
ขอบคุณเว็บไซด์ http://www.businessinsider.com/
Credit: Stock2morrow

แก่นแท้ของบัฟเฟตต์ (ตอนที่ 1)

แก่นแท้ของบัฟเฟตต์

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ แก่นแท้ของ บัฟเฟตต์ The Essential BUFFETT
ผู้เขียน Robert G.Hagstrom  ผู้แปล ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แก่นแท้ของบัฟเฟตต์ (ตอนที่ 1)

บทเรียนที่ 1 วิเคราะห์หุ้นเหมือนกันธุรกิจ
    เมื่อบัฟเฟตต์ลงทุนเขาจะมองผ่านราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มวิเคราะห์คุณลักษณะของธุรกิจทีละเรื่อง เขาจะชั่งน้ำหนักในด้านของหลักการทางธุรกิจ หลักการด้านการจัดการ และหลักการทางด้านการเงินที่เป็นหัวใจของการวิเคราะห์การลงทุนของเขา

บทเรียนที่ 2 บริหารพอร์ตโฟลิโอที่เน้นหุ้นน้อยตัว และมีการซื้อขายหมุนเวียนน้อย  
    นักลงทุนควรมีหุ้นกี่ตัว บัฟเฟตต์จะบอกคุณว่า มันขึ้นกับวิธีการลงทุนของคุณ ถ้าคุณมีความสามารถในการวิเคราะห์และหามูลค่าของธุรกิจ คุณก็คงไม่ต้องการหุ้นจำนวนมากมาย บัฟเฟตต์เชื่อว่ามีเพียงนักลงทุนที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่เท่านั้น ที่จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง ถ้านักลงทุนที่ “ไม่รู้อะไรเลย” ต้องการที่จะถือหุ้น พวกเขาควรที่จะถือหุ้นจำนวนมากและกระจายช่วงเวลาในการซื้อ
บทเรียนที่ 3 เข้าใจความแตกต่างระหว่างการลงทุนและการเก็งกำไร

    นักเก็งกำไรนั้นหมกมุ่นอยู่กับการเดาราคาหุ้นในอนาคต ในขณะที่นักลงทุนเน้นอยู่ที่ตัวทรัพย์สินของบริษัท ด้วยความรู้ที่ว่าราคาหุ้นในอนาคตนั้นผูกติดอยู่กับผลการดำเนินงานเชิงเศรษฐกิจของตัวทรัพย์สิน

หน่วยวัดที่ดีกว่าของบัฟเฟตต์
บัฟเฟตต์เชื่อว่ามันเป็นเรื่องโง่เขลา ที่ใช้ราคาหุ้นระยะสั้นในการตัดสินใจความสำเร็จของบริษัท  บัฟเฟตต์ให้บริษัทรายงานมูลค่าแก่เขาโดยใช้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจปีละครั้ง เขาจะตรวจสอบตัวแปหลายตัวรวมถึงผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น การเปลี่ยนแปลงของผลกำไรต่อยอดขาย ระดับของหนี้  การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และสุดท้ายการเติบโตของกำไรที่เป็นเงินสดของบริษัท ถ้าการวัดค่าทางเศรษฐกิจเหล่านี้ดีขึ้น เขารู้ว่าราคาหุ้นในระยะยาวแล้วควรที่จะสะท้อนการดีขึ้นนี้

วิธีคิดที่แตกต่าง
ชาร์ลี มังเจอร์ ให้ความสำคัญพิเศษกับ “ความรอบรู้เกี่ยวกับมนุษย์โลก”  มังเจอร์อธิบายว่า  ความรอบรู้นั้นเป็นเรื่องของวิธีการที่ข้อเท็จจริงหลายๆอย่างเข้ามาประสานและรวมกันมากกว่า
การที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะต้องอาศัยความคิดที่ผสมผสานจากหลายๆวิชา แนวทางนี้จะทำให้คุณอยู่ในจุดที่แตกต่างจากคนอื่น ชาร์ลีชี้ว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าโลกไม่ได้ประกอบด้วยคนทีเรียนรู้หลายสาขาวิชา ศาสตราจารย์ทางด้านธุรกิจโดยปกติจะไม่รวมวิชาฟิสิกส์ในเล็คเชอร์ของเขา และอาจารย์ฟิสิกส์จะไม่พูดเกี่ยวกับชีววิทยา และครูชีววิทยาไม่รวมคณิตศาสตร์  และศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ไม่สอนวิชาจิตวิทยา ชาร์ลีอธิบายว่า “คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาใดวิชาหนึ่ง ทั้งหมดที่จะต้องทำก็คือ การเลือกเอาความคิดที่ใหญ่จริงๆ และเรียนรู้มันตั้งแต่เนิ่นๆ และเรียนรู้ให้ดี
ดาบสองคม ของอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ดาบสองคม ของอัตราดอกเบี้ยต่ำ

 “ดาบสองคม” ของอัตราดอกเบี้ยต่ำ

คอลัมน์ ส่องโลก สู่ขุมทรัพย์การลงทุน โดย ศิริพร  สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์

ในคอลัมน์ คุณศิริพร ได้อธิบายให้ทราบว่า ดอกเบี้ยต่ำเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Accommodative monetary policy) ใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พอดอกเบี้ยต่ำ คนก็ขาดแรงจูงใจในการออม เพราะดอกผลจากเงินฝากน้อย พอไม่ออมก็จะนำเงินมาจับจ่ายใช้สอย ในฝั่งเงินกู้ ทั้งคนและบริษัทต่างๆ จะมองเป็นโอกาสกู้เงินด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลง คนนำเงินกู้ไปซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ๆ เช่น บ้าน รถยนต์ และของใช้ฟุ่มเฟือยต่างๆ บริษัทใช้เงินไปคืนหนี้หรือลงทุนขยายกิจการสร้างกำไรเพิ่มเติมที่สูงกว่า และจ่ายเงินปันผล กลไกควรจะขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ และท้ายที่สุดเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ดอกเบี้ยต่ำอาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับล่อลวงให้เกิดหนี้สินมากขึ้นอย่างไม่ทันระวังตัว การกู้เงินในปริมาณที่พอดีและนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์เพื่ออนาคตเป็นเรื่องดี  แต่ในทางกลับกันบางบริษัทฉวยโอกาสที่ดอกเบี้ยต่ำก่อหนี้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่า (Refinance) รวมทั้งสร้างหนี้ใหม่ไปเรื่อยๆ  จากบริษัทที่น่าจะล้มละลายไปแล้วกลับอยู่รอดมาถึงวันนี้ แต่มีหนี้ก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ เราเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “บริษัทซอมบี้”

บทเรียนสำคัญจาก “วิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือ วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์” ในปี 2551 ซึ่งปะทุจากฝั่งอเมริกา เริ่มต้นด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในขาลงมาตลอดในช่วงหลายปีจาก 6.5% ในปี 2543 มาที่ 0.5% ทุกวันนี้ ล่อตาล่อใจให้บริษัทรวมถึงคนกู้เงินและสะสมหนี้ คนใช้เงินซื้อบ้าน ทำให้ราคาบ้านพุ่งจนเกิดเป็นภาวะฟองสบู่และแตกออกลามไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

สุดท้ายรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเปลี่ยนถ่ายโยกย้ายหนี้จากภาคครัวเรือนและเอกชนมาเป็นของรัฐ ทำให้หนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า เมื่อภาคครัวเรือนและเอกชนมีความหวังว่าเศรษฐกิจใกล้ฟื้นตัว จะกลับมากู้ กระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อและเศรษฐกิจขึ้นอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริง หลังวิกฤตภาคครัวเรือนและเอกชนยังเข็ดกับการกู้ รวมถึงธนาคารมีเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันหนี้เสีย ภาระหนี้จำนวนมากจึงยังกองอยู่กับรัฐบาลต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้ในปี     2552 แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำและหนี้สูง ยังส่งทอดมาถึงตลาดในประเทศเกิดใหม่ ภายในปีเดียวกันนั่นเอง เหตุผลหลักๆคือ ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ไม่น่าพอใจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากแหล่งอื่นๆ (search for yield) เงินจำนวนมากจึงไหลเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นจึงเป็นที่ต้องการและทยอยแข็งค่าขึ้น ส่งผลลบต่อธุรกิจส่งออกที่ประเทศเกิดใหม่ล้วนยังต้องพึ่งพิงอยู่ ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นถูกกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อสกัดการไหลข้าวของเงินทุน วงจรที่เคยสร้างความเสียหายเดิมๆ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นการกู้ยืมในประเทศเกิดใหม่ โชคดีที่โลกมีบทเรียนจากวิกฤตครั้งก่อน จึงมีการควบคุมและชะลอการเติบโตของสินเชื่อก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

แม้จะไม่ได้ก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหม่ แต่ก็ทำให้การเติบโตโดยรวมชะงักงัน สินเชื่อที่ชะลอลง ทำให้ GDP ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่เหล่านั้นชะลอลงด้วย จากเศรษฐกิจที่เคยโตได้เฉลี่ยกว่า 9%  ต่อปี ในปี 2553 ปัจจุบันกลับช้าลงที่เฉลี่ยประมาณ 4%  ต่อปีเท่านั้น

เมื่อถูกบังคับด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การลงทุนให้ได้กำไรมากๆ เร็วๆ เหมือนเมื่อก่อนเป็นไปได้ยากขึ้น ที่สำคัญคือ เราจะปรับการลงทุนของเราอย่างไรให้เหมาะสม ดังนั้น ถ้าจะเจาะเฉพาะกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นต่อจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการคัดสรรและลงทุนเฉพาะในหุ้นดังต่อไปนี้
1.    หุ้นของบริษัทที่กำไรเติบโตสูง
2.    หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน
3.    หุ้นของบริษัทที่กระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสูง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด นักลงทุนควรมี “การกระจายความเสี่ยง” อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ไปได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2559
12 ปัจจัยแห่งเศรษฐกิจยุคใหม่ : เศรษฐกิจดิจิทัล The Digital Economy

12 ปัจจัยแห่งเศรษฐกิจยุคใหม่ : เศรษฐกิจดิจิทัล The Digital Economy

ขอขอบคุณหนังสือ เศรษฐกิจ ดิจิทัล The Digital Economy
ผู้แต่ง Don Tapscott   แปลและเรียบเรียงโดย นายพรศักดิ์ อุรัจฉัทชัยรัตน์

หนังสือ The Digital Economy ได้พิมพ์ออกมาจำหน่ายตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 และเขียนเพิ่มเติมเป็นฉบับ Anniversary ในปี ค.ศ.2015 ซึ่งเป็นฉบับนี้ ซึ่งผู้แต่งมีวิสัยทัศน์ในการนำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล และยังได้คาดการรูปแบบเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต่อมาในปัจจุบันได้ผ่านไปแล้ว 20 ปี ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คำทำนายในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่ผู้เขียนได้คาดการณ์ไว้ทั้งสิ้น

เศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรื่องรอง
เศรษฐกิจยุคใหม่ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการแข่งขันเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการผลิต หรือเป็นความสามารถในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้อยู่ใยนรูปแบบที่เกินจินตนาการก็ตามที ผู้เขียนบอกว่าการทำความเข้าใจแก่นแท้ทั้ง 12  ปัจจัยดังต่อไปนี้ จะทำให้เรารู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจยุคใหม่กับยุคเก่า ซึ่งจะทำให้เราพร้อมรับมือและสร้างการเปลี่ยนรูปองค์กรของคุณได้สำเร็จ

12 ปัจจัยแห่งเศรษฐกิจยุคใหม่

ปัจจัยที่ 1 : องค์ความรู้
“เศรษฐกิจยุคใหม่ คือ เศรษฐกิจแห่งองค์ความรู้”
สินค้าและบริการจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญด้วยแนวคิดความรู้และเทคโนโลยี ที่แฝงอยู่ในตัวของพวกมันเอง เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ “สินค้าฉลาด” เริ่มเข้ามาปฏิวัติสังคมในทุกแง่ทุกมุม
•    เสื้อผ้าสมาร์ท
•    สมาร์ทการ์ด
•    สมาร์ทเฮาส์
•    สมาร์ทโรด
•    สมาร์ทคาร์
•    สมาร์ทไทร์
•    สมาร์ททีวี
•    สมาร์ทโฟน
ในยุคที่เศรษฐกิจตั้งอยู่บนมันสมองมากกว่าความทันสมัยนั้น มันจึงต้องเปลี่ยนการทำงานทุกอย่างไปสู่องค์ความรู้ ทรัพย์สินที่มีสติปัญญาจึงเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จขององค์กรในยุคนี้ นั่นก็คือ พนักงานผู้มีความรู้ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับโลกปัจจุบัน

ปัจจัยที่ 2 : เปลี่ยนเป็นดิจิทัล
“เศรษฐกิจยุคใหม่ คือ เศรษฐกิจดิจิทัล”
ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ทุกอย่างอยู่ในรูปดิจิทัลหมด แล้วส่งผ่านเคลือข่ายได้ง่ายมาก ข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกบีบอัดแล้วส่งผ่านซึ่งกันและกันด้วยความเร็วเท่ากับแสง แถมคุณภาพงานที่ออกมาก็มีมากกว่าสมัยโบราณ

ปัจจัยที่ 3 : ความเสมือนจริง
“เมื่อข้อมูลถูกเปลี่ยนรูปไปเป็นดิจิทัล สิ่งที่เคยจับต้องได้ก็จะกลายเป็นสิ่งเสมือนจริง มันจะเปลี่ยนกระบวนการเผาผลาญทางเศรษฐกิจ รูปแบบของสถาบันต่างๆ และความสัมพันธ์ รวมถึงธรรมชาติการทำกิจกรรมต่างๆด้วย”
ในเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ มีคำบางคำที่พวกเราควรทำความรู้จักเอาไว้ก่อน เช่น
Virtual alien คือพนักงานที่ทำงานให้เราแต่นั่งทำงานจริงๆ อยู่อีกประเทศหนึ่ง เช่นประเทศอินเดีย

ปัจจัยที่ 4 : ขับเคลื่อนด้วยหน่วยย่อย

“เศรษฐกิจยุคใหม่เป็นเศรษฐกิจที่เกิดจากหน่วยย่อยเล็กๆ เข้ามารวมกังองค์กรขนาดใหญ่เทอะทะในแบบเดิมที่กำลังถูกปฏิเสธ แล้วแทนที่ด้วยกลุ่มของหน่วยย่อยเล็กๆที่มีอิสระ เข้ามาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามที่ตนเองถนัด องค์กรไม่จำเป็นต้องล้มหายตายจาก เพียงแต่ต้องเปลี่ยนรูปตนเองจาก “ความใหญ่” ไปสู่ สิ่งย่อย”

เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับความสัมพันธ์ภายในองค์กร เราจึงพบวิธีการสื่อสารมากมาย ยกตัวอย่างเช่น สื่อขนาดใหญ่เพื่อคนหมู่มากกลายสภาพเป็น กลุ่มผู้อ่านและผู้ฟังที่พูดคุยโต้ตอบกันเองด้วยล้านแปดวิธี พวกเขาไม่รอตารางออกอากาศ แต่พวกเขาจะเลือกมันเอง สินค้าจึงถูกผลิตขึ้นมาจากแต่ละหน่วยย่อย แบ่งการทำงานออกเป็นส่วนๆ ผ่านระบบการติดต่อสื่อสารที่เป็นมาตรฐานกลาง ซึ่งซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ขององค์กรต้องออกแบบมาเพื่อให้ทำงานเป็นส่วนกับผู้อื่นๆ แบบนั้นให้ได้ และนักการตลาดต้องเปลี่ยนการทำตลาดเพื่อคนหมู่มากให้กลายเป็นหน่วยย่อยที่แตกต่างจากกัน ซึ่งต้องได้รับข้อมูลที่แตกต่างกันด้วย

ปัจจัยที่ 5 : เครือข่ายบูรณาการ
“เศรษฐกิจยุคใหม่เป็นเศรษฐกิจแห่งเครือข่ายที่นำเอาแต่ละหน่วยย่อยมารวมกันเป็นกลุ่มก้อน”
ดังนั้นเทคโนโลยียุคใหม่จึงเปิดทางสะดวกให้องค์กรขนาดเล็กได้เปรียบองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยการเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่ด้วยกว่า แถมยังมีข้อจำกัดในเรื่องกฎเกณฑ์ที่น้อยกว่า โครงสร้างองค์กรที่เรียบง่ายมากกว่า จึงมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนได้ดีกว่า “องค์กรที่ทำงานอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต” จึงมีความหมายมากกว่าคำว่า “องค์กรเสมือน” มากมายนัก เพราะมันเข้าถึงลูกค้าที่อยู่ภายนอกได้ด้วย รวมทั้งปรับเงื่อนไขการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มผู้ให้บริการจากภายนอกใหม่ๆได้ตลอดเวลา

ปัจจัยที่ 6 : ไร้คนกลาง 
  
“คนกลางที่ทำงานอยู่ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคจะหายไป ถ้าพวกเขาไม่เพิ่มคุณค่าให้ตนเอง”
ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องวิตกกังวล หากคุณอยู่ในธุรกิจเป็นสื่อกลางหรือเป็นพ่อค้าคนกลาง ทุกธุรกิจที่เป็นตัวแทนนายหน้า เป็นผู้ทำรายการแทนให้เป็นผู้ทำรายการแทนให้ ในยุคก่อนดิจิทัลมาถึงต้องปรับเปลี่ยนตนเองใหม่ นักดนตรีไม่ต้องการผู้รับจ้างบันทึกเสียงแล้ว อีกทั้งไม่ต้องการร้านจัดจำหน่าย ไม่ต้องการสื่อพิมพ์โฆษณา ผู้ผลิตอาหารไม่ต้องการตัวแทนขายส่ง ไม่ต้องการห้างสรรพสินค้า เพราะผู้บริโภคสั่งสินค้าให้มาส่งถึงบ้านได้ด้วยตนเอง

ปัจจัยที่ 7 : หลอมรวมเป็นหนึ่ง
ปัจจัยที่ 8 : นวัตกรรม
ปัจจัยที่ 9 : ผู้บริโภคร่วมผลิต
ปัจจัยที่ 10 : ทันการณ์
ปัจจัยที่ 11 : โลกาภิวัฒน์
ปัจจัยที่ 12 : ความไม่ลงรอย




5 วิธีคิดของซูเปอร์เศรษฐี

5 วิธีคิดของซูเปอร์เศรษฐี

ขอขอบคุณ คอลัมน์ Asia Wealth Corner โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหารสายงาน Wealth Management บริษัท หลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด

ในคอลัมน์นี้ได้พูดถึง ลักษณะนิสัย พฤติกรรมหรือวิธีคิดของบรรดาผู้ที่ประสบความสำเร็จและสามารถเติบโตเป็นซูเปอร์เศรษฐีได้ด้วยตัวเอง (ไม่ได้รวยจากมรดก) เพื่อเป็นข้อคิดหรือแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่าน

1.    ฝันให้ใหญ่ บรรดาซูเปอร์เศรษฐีที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองส่วนใหญ่มักจะมีความฝันที่จะประสบความสำเร็จ และโดยมาฝันดังกล่าวไม่ได้เป็นฝันที่จะรวยแต่เป็นฝันเห็นความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการ หรือวิธีคิดของตัวเอง ดั่งที่เซอร์วิชาร์ด แบรนสัน ได้กล่าวไว้ว่า “ ถ้าสิ่งที่เราฝันยังไม่ทำให้เราเองยังกลัว ก็แปลว่าฝันนั้นมันยังเล็กไป”

2.    อดทน เมื่อเรามีความฝันและเริ่มลงมือทำให้ฝันเริ่มก่อร่างขึ้น ใจเราต้องนิ่งพอและมีความอดทนที่เพียงพอ เพื่อที่จะสานต่อความฝันหรือจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้ให้ไปถึงจุดสำเร็จ เรื่องความอดทนนี้เป็นอุปนิสัยที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นต่อเรื่องของความสำเร็จในชีวิต การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่ง

3.    ไม่หาข้อแก้ตัว บางครั้งเรื่องราวหรือสถานการณ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่เราตั้งสมมติฐานเอาไว้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราจะใช้เป็นเหตุผลในการแก้ตัวหรือเป็นข้ออ้างที่จะใช้เป็นข้อต่อรองต่อการบรรลุเป้าหมายแต่เป็นสิ่งที่เราต้องหาทางเอาชนะหรือก้าวข้ามหรือหลีกเลี่ยงให้ได้เพื่อที่จะมุ่งหน้าต่อไป

4.    ไม่เอาแต่เสียใจ  บางครั้งเหตุการณ์หรือผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่เรามุ่งหวังเอาไว้โดยเฉพาะเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ในระยะสั้นๆ หากเรารู้สึกเสียใจหรือผิดหวัง ควรเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นบทเรียนหรือประสบการณ์เพื่อใช้ปรับปรุงการตัดสินใจของเราในอนาคต ยิ่งเราอยู่ในโลกปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในเรื่องของการลงทุนที่ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ข้อผิดพลาดหรือผลลัพธ์ที่ไม่ได้ดั่งใจสามารถนำมาใช้เป็นบทเรียนที่จะไม่ให้เกิดขึ้นอีกหรือลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้ลดน้อยลงได้

5.    กล้าที่จะรับความเสี่ยง ในโลกปัจจุบันที่ปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การเมืองในประเทศและระหว่างภูมิภาค ภาวะอากาศ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต่างๆหากไม่มีการปรับตัวให้รับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ธุรกิจดังกล่าวอาจหยุดชะงักหรือล้มหายตายจากได้ ดังนั้นความคิดริเริ่มในการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยทำๆอยู่  ความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ หรือนอกโซนแห่งความสบายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หรืออย่างที่ สตีป จ็อบส์ กล่าวไว้ว่า “อย่าถามลูกค้าถึงสิ่งที่เขาอยากได้ เพราะเมื่อเราได้รับคำตอบและกว่าจะได้นำเสนอสิ่งนั้น ความต้องการของลูกค้าก็เปลี่ยนไปแล้ว”


ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2559

การลงทุน : เดินสุ่มในวอลสตรีท ( ตอนที่ 1)

การลงทุน : เดินสุ่มในวอลสตรีท ( ตอนที่ 1)

ขอบคุณหนังสือ “เดินสุ่มในวอลสตรีท” A Random Walk Down Wall street ผู้เขียน : Burton G.Malkiel ผู้แปล : ดร.อนุกัลยณ์ จีระลักษณกุล


ตอนที่ 1

ฟองสบู่ของบ้านและการล่มสลายในช่วงต้นปี ค.ศ.2000
ฟองสบู่ที่เกิดกับราคาบ้านเดี่ยวที่เกิดขึ้นในช่วงปีต้นๆ ของสหัสวรรษใหม่นี้ เป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา การขยายตัวและการล่มสลายของลงของราคาบ้าน ได้ส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันทั่วๆไปอย่างมากมายเกินกว่าการปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นในครั้งที่ผ่านๆมาทั้งหมด มูลค่าของบ้านเดี่ยวเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุดในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วไป เพราะฉะนั้นราคาบ้านที่ลดลงจะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของครอบครัว ราคาบ้านที่ลดลงอย่างฮวบฮาบเกือบจะทำให้ระบบการเงินของสหรัฐ และของนานาชาติล่มสลายลงและได้ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรวดเร็วและเจ็บปวดไปทั่วโลก

ฟองสบู่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ชัดว่า การแตกออกของฟองสบู่จะนำมาซึ่งการหยุดชะงักกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การล่มสลายลงของราคาสินทรัพย์ในภาวะฟองสบู่จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในวงของนักเก็งกำไรเท่านั้น ฟองสบู่เป็นอันตรายอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อมันเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของสินเชื่อและการเพิ่มขึ้นของการใช้ Leverage (ทางการเงิน) ทั้งสำหรับผู้บริโภคเองและสถาบันการเงิน
ประสบการณ์ในสหรัฐฯ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ได้แสดงเป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจ อุปสงค์ของบ้านที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นไปอีกเป็นวัฏจักรอย่างต่อเนื่อง วงจรที่ทำให้มีการใช้ Leverage เพิ่มขึ้นจะเกิดจากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อแย่ลง ซึ่งในท้ายที่สุด คนทั่วไปและสถาบันการเงินก็จะตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น
เมื่อฟองสบู่แตกออก วงจรที่มีอยู่นั้นจะเกิดหมุนย้อนกลับ ราคาลดลง ผู้คนจะพบว่าความมั่งคั่งของพวกเขาลดลง และภาระหนี้ของสัญญาจำนองบ้านที่มีอยู่นั้นจะมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าของบ้านของพวกเขา สินเชื่อกลายเป็นสินเชื่อเน่า และผู้คนก็จะงดการใช้จ่าย สถาบันการเงินที่มีระดับ Leverage สูง ก็จะเริ่มลดระดับของการใช้ Leverage ของตนเองลง ระบบการปล่อยสินเชื่อจะถูกระมัดระวังมากขึ้น จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง และผลลัพธ์ของวงจรย้อนกลับนี้ก็คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ฟองสบู่ที่เกิดจากการขยายตัวของการปล่อยสินเชื่อคือฟองสบู่ที่จะก่อให้เกิดอันตรายมากที่สุดสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคจริง
การลงทุน : MBA เรียนด้วยตัวเอง

การลงทุน : MBA เรียนด้วยตัวเอง


ขอบคุณหนังสือ “ MBA เรียนด้วยตนเอง” MBA IN A DAY “ ผู้แปล ณัฐยา สินตระการผล

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ในหลักสูตร MBA จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ ที่จะทำให้คุณรอบรู้ด้านธุรกิจด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายมากมาย

    หนังสือเล่มนี้คุณจะได้เรียนรู้แนวคิดและหลักการพื้นที่ฐานที่นักศึกษา MBA ภาคปกติจะได้เรียน ประกอบกับแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือนักธุรกิจทั่วไป รวมไปถึงการใช้ในองค์กรขนาดใหญ่และอุตสาหกรรม หลักการและแนวคิดเหล่านี้ไม่ได้เจาะจงใช้ในธุรกิจหรืออาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นหลักการและแนวคิดที่เป็นมาตรฐานสากล เป็นเชิงกลยุทธ์และจำเป็นในการนำมาใช้กับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
ส่วนที่ 1 : บุคคล การบริหาร และนโยบาย (People, Management and Policy) ส่วนนี้จะเน้นในมุมมองด้านบุคคลของธุรกิจ โดย 
   บทที่ 1 “ทรัพยากรบุคคล (Human Resources)” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลที่มีต่อความสำเร็จและความได้เปรียบในเชิงแข่งขันของธุรกิจ
   บทที่ 2 “พฤติกรรมองค์กร (Organizational Behavior)” แสดงให้เห็นพลวัตของการทำงานร่วมกันของบุคคลภายในสภาพแวดล้อมขององค์กร
บทที่ 3 “ภาวะผู้นำและการสร้างทีมงาน (Leadership and Team Building)” อธิบายความแตกต่างระหว่างการบริหารจัดการและการเป็นผู้นำ รวมถึงการเสนอแนวคิดในการบริหารการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความสำเร็จขององค์กร
   บทที่ 4 “จริยธรรม (Ethics)” เน้นไปที่ความซับซ้อนและปัญหาที่ผู้บริหารจะต้องเผชิญ ในการตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง ภายใต้สภาพแวดล้อมขององค์กรที่มีความไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน
   บทที่ 5 “การเจรจาต่อรอง(Negotiation)” แสดงให้เห็นพลวัตของการเกิดความขัดแย้งและการหาข้อตกลงร่วมกัน รวมทั้งแสดงให้เห็นความสำคัญของหัวข้อนี้ต่อผู้บริหาร ซึ่งจะต้องใช้การเจรจาต่อรองในการทำงานทุกวัน

ส่วนที่ 2 : เงิน (Money) : เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการบัญชี (Economics,Finance and Accounting) เน้นแนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินขององค์กรและบริบททางเศรษฐกิจ
    บทที่ 6 “การบัญชีและการเงิน (Accounting and Finance)” จะอธิบายวิธีการตรวจตราดูแลธุรกิจ ด้วยการเสนอพื้นฐานที่สำคัญของระบบบัญชีและงบการเงิน
    บทที่ 7 “เศรษฐศาสตร์ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับสากล(Local, National and International Economics)” อธิบายแนวคิดพื้นฐานเพื่อให้เข้าใจว่า ประเทศ องค์กร และบุคคล ควรทำอย่างไรในการจัดสรรและนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระดับโลกได้

ส่วนที่ 3 : ตลาดและกลยุทธ์ (Markets and stategy)แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่องค์กรทำความเข้าใจ ปรับตัว และสื่อสารกับลูกค้า คู่แข่ง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ
    บทที่ 8 “การตลาด กลยุทธ์ และการวิเคราะห์การแข่งขัน (Markets, Strategy, and Competitive Analysis)” จะแสดงให้เห็นถึงวิธีที่องค์กรใช้ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรม และคู่แข่งขององค์กร รวมถึงการพัฒนาวิธีการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
    บทที่ 9 “การโฆษณาและการส่งเสริมการตลาด (Advertising and Promotion)” จะชี้ให้เห็นตัวอย่างของการสื่อสารองค์กรไปยังกลุ่มลูกค้าขององค์กร
    บทที่ 10 “การสื่อสารและการนำเสนอ (Communications and Presentations)” แสดงให้เห็นหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการนำเสนอและสื่อสารความคิดอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งมีความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในการบริหารธุรกิจในปัจจุบัน

ส่วนที่ 4 : ระบบและกระบวนการ (Systems and Processes)จะแสดงให้เห็นถึงจุดสำคัญในการนำกลยุทธ์ขององค์กรมาปฏิบัติ และสามารถรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันและความยั่งยืนขององค์กร
    บทที่ 11 “การบริหารโครงการ (Project Management)”จะอธิบายว่าผู้บริหารสามารถบริหารจัดการโครงการตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
    บทที่ 12 “ระบบสารสนเทศทางการจัดการ (Management Information Systems)” จะแสดงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสภาพแวดล้อมในยุคดิจิตอล และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อนำองค์กรสู่ความเป็นเลิศ
    บทที่ 13 “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการใช้ World Wide Web (E-commerce and Uses of the World Wide Web)” ศึกษาการใช้เว็บไซต์เพื่อเป็นสื่อในการสื่อสารกับลูกค้า และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างประสิทธิภาพ และผลิตภาพให้กับองค์กรอีกด้วย
    บทที่ 14 “ระบบบริหารคุณภาพ (Quality Management Systems)” อธิบายแนวคิดและหลักการในการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและจุดมุ่งหมายขององค์กร ซึ่งมุ่งเน้นด้านคุณภาพเป็นหลัก

การตลาด : กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่ (ตอนที่ 2)

การตลาด : กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่ (ตอนที่ 2)



ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “Xiaomi กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่เรื่อง : หลีว่านเฉียง แปล: พรรณวดี ตั้งสกุล เรียบเรียง : กำพล ปิยะศิริกุล
แนวคิดที่ทำให้เสียวหมี่เป็นบริษัท Start-Up ที่มีมูลค่าสูงสุดของโลก
Xiaomi เป็นโทรศัพท์มือถือที่มียอดขายชนะ Samsung และ Apple ในประเทศจีน ด้วยสุดยอดการตลาดแบบเสียวหมี่ และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

(ตอนที่ 2)
สามประสานของการบอกต่อ
เคล็ดลับของแนวคิดอินเตอร์เน็ต คือ ต้องโฟกัสจึงจะสามารถทำได้เร็ว และทำได้ดีถึงระดับที่ยอดเยี่ยม เมื่อทำได้ยอดเยี่ยม จึงจะเกิดกระแสปากต่อปากได้ บนโลกอินเตอร์เน็ตคนที่สร้างเสียงบอกต่อได้เท่านั้นจึงจะอยู่ได้

3 ประสานของการบอกต่อ
1.   มอเตอร์ คือ สินค้า
2.   คันเร่ง คือ โซเชียลมีเดีย
3.   โซ่ คือ ความสัมพันธ์กับลูกค้า

หากบริษัทหนึ่งอยากมีเสียงบอกต่อที่ดี สินค้าที่ดีคือมอเตอร์ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ฐานของพื้นฐานทั้งหมด คุณภาพของสินค้าคือ เลข 1 การตลาดของแบรนด์ก็คือเลข 0 ที่อยู่หลังเลข 1 ทั้งหมด หากไม่มีหมายเลข 1 เลข 0 ที่เหลือก็ไม่มีความหมาย

3 จุดสำคัญ ที่เป็นเรื่องราวและประเด็นที่ใช้ในการกระจ่ายเสียงบอกต่อ
1.   ความรวดเร็ว
2.   ความสวยงาม
3.   การเปิดกว้าง

โซเชียลเน็ตเวิร์ก เกิดขึ้นจากความไว้เนื้อเชื่อใจของคนเรา การส่งต่อข่าวสารก็เป็นการ่ถายทอดความไว้เนื้อเชื่อใจ ยิ่งบริษัทสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในหมู่ลูกค้าได้มาก การบอกปากต่อปากก็ยิ่งไปได้ไกลขึ้น
บริษัทก็เหมือนกับคน มีแต่เพื่อนเท่านั้นที่จะช่วยคุณบอกต่อ และช่วยรักษาชื่อเสียงของคุณอย่างจริงใจ ความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบเพื่อนเป็นความสัมพันธ์ที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจสูงที่สุด

“หลักการเรื่องความสัมพันธ์กับลูกค้า ของ เสียวหมี่ คือ เราเป็นเพื่อนกับลูกค้า”
เสียวหมี่ให้พนักงานเป็นผู้ใช้สินค้า และให้เพื่อนของพนักงานมาเป็นลูกค้าด้วย

เสียวหมี่ดำเนินธุรกิจโดยเปิดกว้างในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการให้บริการลูกค้า โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม การเปลี่ยนแปลงทัศนคติเรื่องการเป็นเพื่อนกับลูกค้าเกิดขึ้นเพราะทุกวันนี้ ไม่ใช่ยุคของการขายสินค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการขายความรู้สึกมีส่วนร่วม

กฎสามสามของการมีส่วนร่วม
สำหรบแนวคิดอินเตอร์เน็ต การบอกต่อคือพระเจ้า แก่นแท้ของการบอกต่อก็อยู่ที่ความคิดของลูกค้า อยู่ที่การทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม

การตัดสินใจเลือกสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ การที่ลูกค้าซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งจากเดิมเลือกซื้อที่ฟังก์ชั่น ต่อมาจังเลือกซื้อที่ยี่ห้อ ระยะหลังหันมานิยมเลือกซื้อจากการทดลอง แต่ที่เสียหมี่ได้ค้นพบและใช้อยู่คือ “เลือกซื้อจากการมีส่วนร่วม”

เสียวหมี่เปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการทำการตลาดตั้งแต่เริ่มแรก

ยุทธศาสตร์ของเสียวหมี่
1)   สร้างสินค้าให้ดังเปรี้ยง คือยุทธศาสตร์ด้านผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนวางแผนผลิตภัณฑ์ต้องกล้าที่จะเลือกทำเพียงอย่างเดียว
2)   สร้างแฟนคลับ เป็นยุทธศาสตร์ด้านลูกค้า การได้ฟังก์ชั่นต่างๆ และได้รับข่าวสารเป็นสิทธิพิเศษพื้นฐานที่จะช่วยกระตุ้นลูกค้าได้ เราจึงมักพูดว่าคอมเมนต์ก็คือ การมีส่วนร่วมอย่างหนึ่ง ถัดมาคือการได้รับเกียรติและสิทธิประโยชน์
3)   สร้างสื่อของตัวเอง คือยุทธศาสตร์ด้านเนื้อหา การสร้างสื่อของตัวเองทำให้บริษัทกลายเป็นแหล่งข่าวบนอินเตอร์เน็ต ข้อมูลจึงส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้พนักงานและลูกค้าทุกคนกลายเป็น “พรีเซนเตอร์” ในส่วนของการสร้างสรรค์เนื้อหาก็ต้องยึดหลัก “ มีประโยชน์ มีความรู้สึกร่วม และมีปฏิสัมพันธ์”
4)   เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม เปิดโอกาสทั้งในขั้นตอนการสร้างผลิตภัณฑ์ การบริหาร การสร้างแบรนด์ และการจัดจำหน่าย เลือกจุดที่ทั้งบริษัทและลูกค้าต่างได้รับประโยชน์
5)   ออกแบบวิธีสื่อสาร ออกแบบให้สอดคล้องกับจุดที่เราเปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วม โดยควรยึดหลัก ไม่ซับซ้อน ได้ประโยชน์ สนุก และเป็นจริง
6)   เผยแพร่คำบอกต่อ อันดับแรกต้องเลือกกลุ่มผู้ที่ยอมรับสินค้ามากที่สุดเป็นกลุ่มแรก บ่มเพาะความรู้สึกมีส่วนร่วมขึ้นในวงแคบก่อน แล้วนำเรื่องราวการสื่อสารกัน มาจับประเด็นที่สามารถนำไปต่อยอดได้ ให้กระแสปากต่อปาก กระจายออกไป ทำให้คนนับแสนนับล้านเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
การลงทุน : เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

การลงทุน : เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ”
(Trade like a stock market wizard) By Mark Minervini

(ตอนที่ 2)
มูลค่ามาพร้อมกับราคา
หุ้นบางตัวดูเหมือนราคาถูก แต่จริงๆแล้วอาจจะแพงก็ได้ และหุ้นที่เหมือนจะราคาแพงหรือราคาสูงเกินไปอาจกลายเป็นหุ้นตัวต่อไปที่ราคาพร้อมจะทะยานขึ้นได้ ดังนั้นความจริงง่ายๆ คือ มูลค่าหุ้นมาพร้อมกับราคา

PE ถูกใช้กันมากเกินไปและเข้าใจผิดกันมาก PE ถูก ไม่ได้แปลว่าหุ้นถูกเสมอไป เพราะ PE Ratio ได้สะท้อนผลการดำเนินงานในอดีตและไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเลย ซึ่งนั้นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นจงระวังกับดักราคาถูก และอย่ามองข้ามหุ้นที่มีค่า PE Ratio สูง หุ้นเติบโตสูงมักจะมีราคาแพงซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามากเพราะบริษัทมีผลกำไรสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการเติบโตเร็ว

มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าหุ้นที่มีโอกาสเป็นหุ้นดาวรุ่งจะขายกันอยู่ในระดับ PE Ratio สูง ซึ่งทำให้นักลงทุนสมัครเล่น หรือรายย่อยกลัวจนถอยหนี

สรุปเรื่อง PE
ค่า PE Ratio ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้หาหุ้นดาวรุ่ง สิ่งที่สำคัญกว่าคือศักยภาพผลกำไรเติบโตมากกว่า
เทรดตามแนวโน้ม
1)    ขั้นตอนที่ 1 – ช่วงเพิกเฉย : ปรับตัวลง
2)    ขั้นตอนที่ 2 – ช่วงขาขึ้น : เก็บสะสม
3)    ขั้นตอนที่ 3 – ช่วงสูงสุด : เปลี่ยนมือ
4)    ขั้นตอนที่ 4 – ช่วงขาลง : ยอมจำนน

" เราอยู่ตรงไหนบนภูเขาลูกนี้"
การนับฐาน
ในขั้นตอนที่ 2 ให้สังเกตว่าจะมีการสร้างฐาน 3-5 ฐาน ตลอดขั้นตอนที่ 2 ช่วงขาขึ้น ฐานในช่วงท้ายๆ จะเป็นจุดสะสมหุ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นแรงซื้อหนักครั้งสุดท้ายของนักลงทุนสถาบัน
ฐานที่ 1 และ 2 หลุดจากการปรับฐานตลาด เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการกระโดดร่วมไปพร้อมกับแนวโน้มครั้งใหม่

การนับฐานช่วยให้ดูออกว่าอยู่ตรงจุดไหนในขั้นตอนที่ 2 ช่วงขาขึ้น เมื่อนำมารวมกับการวิเคราะห์ปริมาณซื้อขายและราคาควบคู่กับการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานก็ทำให้การนับฐานกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิ์ภาพมาก

การแบ่งกลุ่ม
กลุ่มอุตสาหกรรมและตัวเร่ง
การแบ่งบริษัทออกเป็นกลุ่มทำให้ได้มุมมองและจัดระบบความคิดต่อหุ้นตัวในตัวหนึ่งเฉพาะ และยังช่วยให้รู้ว่ากำลังพิจารณาบริษัทประเภทไหนอยู่เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในตลาด ทำให้ตัดสินใจได้ว่าหุ้นอยู่ในวัฏจักรช่วงไหน ซึ่งแบ่งกลุ่มได้ 6 กลุ่มต่อไปนี้
1)    หุ้นนำตลาด
2)    หุ้นคู่แข่งอันดับต้น
3)    หุ้นโปรดสถาบัน
4)    หุ้นกลับทิศ
5)    หุ้นวัฏจักร
6)    หุ้นนำตลาดและขึ้นช้าในอดีต

หุ้นนำตลาด
คือหุ้นที่บริษัทสามารถทำกำไรโตได้เร็วที่สุด ผู้เล่นแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม มักมียอดขายและผลกำไรอยู่อันดับ 1,2,3 และได้ส่วนแบ่งทางการตลาด หุ้นนำตลาดดูง่าย แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ทำใจซื้อยากเพราะราคาปรับขึ้นสูงมากแล้ว
อะไรดันหุ้นเหล่านี้สูงขึ้นได้
นักลงทุนสถาบันรู้จักบริษัท และศักยภาพของบริษัทดีพอ พวกเขามีอำนาจซื้อ พวกเขาไม่สนว่าหุ้นขึ้นมาเท่าไหร่แล้ว แต่สนว่าหุ้นจะไปถึงไหนและมีโอกาสเติบโตในอนาคตไหม

การเติบโตที่ดีที่สุด คือการขยายขนาด หมายถึง
1)    บริษัทได้ส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมโตเร็ว
2)    สินค้าและบริการของบริษัทอยู่ในตลาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดบริษัท
3)    มีความต้องการสินค้าและบริการประเภทนี้สูงมากจนทำให้บริษัทเติบโตในอัตราสูงเป็นระยะเวลานาน
หุ้นนำตลาดปรับขึ้นมากในช่วงเติบโตสูง โดยทั่วไปบริษัทเหล่านี้กำไรโต 20% หรือมากกว่า เช่นหุ้น Cisco System หุ้น walmart
เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ”
(Trade like a stock market wizard) By Mark Minervini

1
จากประสบการณ์ของผม กำไรโดดเด่นจากหุ้นมาจากการทำสิ่งที่แตกต่าง ไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยเห็นหรือนิยมมาก่อน ซึ่งมันจะถูกตีความว่าเสี่ยง การใช้ความคิดในกรอบเดิมก็สร้างผลตอบแทนระดับธรรมดา ไม่โดดเด่น ถ้าความสำเร็จได้มาง่าย ป่านนี้พวกเราก็รวยเหมือนกันหมดแล้วสิ

2
ขณะที่คุณเฝ้าดูแลวิเคราะห์ตลาด จงเปิดใจกว้างและเต็มใจทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ จะโตได้ก็ต้องยอมเสียความสบายส่วนตัว จงเรียนรู้การทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และตั้งคำถามกับความคิดที่ติดอยู่ในกรอบ ถ้าคุณอยากโดดเด่นแตกต่างคุณต้องออกนอกกรอบ

3
“การจำกัดสไตล์ตัวเองให้ชัด และยอมสละสิ่งที่ไม่ใช่สไตล์ของคุณ”
เป็นหมายอย่างหนึ่งของคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ คือการเป็นนักเทรดที่เก่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรืออย่างน้อยก็เพื่อพัฒนาผลงานของคุณเพื่อสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จที่แท้จริง ดังนั้น เราต้องเลือกว่าจะทำให้ถึงเป้าหมายได้อย่างไร เราไม่สามารถเก่งสุดในทุกด้านพร้อมกัน คือเป็นทั้งนักเทรดหุ้นมูลค่าที่เก่งสุด นักเทรดหุ้นเติบโตที่เก่งสุด นักเทรดหุ้นรายวันที่เก่งสุด และนักเทรดหุ้นระยะยาวที่เก่งที่สุด มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเก่งในทุกด้าน แต่เมื่อเรารู้สไตล์การเทรดของเราเองแล้ว เราก็จะเรียนรู้ที่จะยอมรับช่วงเวลาที่ไม่เข้ากับสไตล์การเทรดของเรา ดังนั้นคุณจะเก่งในด้านไหน คุณต้องมีเป้าหมายชัดและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นๆ

4
องค์ประกอบหลัก 5 ข้อ ของวิธีการแบบ SEPA
1)    แนวโน้ม ช่วงผลกำไรโดดเด่นของหุ้นนำตลาดทุกช่วงจะเกิดตอนราคาหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ระบบ SEPA สามารถชี้ให้เห็นแนวโน้มได้ตั้งแต่ช่วงต้นที่เห็นหุ้นวิ่งขึ้นอย่างชัดเจน
2)    ปัจจัยพื้นฐาน ช่วงผลกำไรโดดเด่น ได้รับแรงผลักดันจากกำไร รายได้ และส่วนต่างผลกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น
3)    ตัวกระตุ้น มีตัวกระตุ้นอยู่เบื้องหลังหุ้นทุกตัวที่ให้ผลตอบแทนสูง ถ้ามองผ่านๆอาจไม่เห็น แต่ถ้าค้นหาข้อมูลบริษัทสักเล็กน้อย ก็อาจชี้ให้คุณเห็นหุ้นที่มีโอกาสทำผลกำไรโดดเด่นได้ เช่น สินค้าขายดีตัวใหม่ที่เป็นส่วนสำคัญของยอดขายบริษัท หรือใบรับรอง หรือการได้สัญญาใหม่
4)    จุดเข้าซื้อ การจับจังหวะเข้าซื้อสำคัญมาก การเข้าซื้อได้ถูกจังหวะในตลาดกระทิง ทำให้คุณได้กำไรทันที และกำไรก้อนโตก็รออยู่แล้ว
5)    จุดขายออก ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่จะทำกำไรโดดเด่น มีหุ้นหลายตัวที่ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด แม้จะเข้าซื้อถูกจังหวะ นั่นคือสาเหตุที่เราต้องสร้างจุดตัดขาดทุน เพื่อบังคับให้ตัวเองหลุดออกมาจากการขาดทุน และรักษาเงินในบัญชีไว้และถ้าคุณได้กำไร คุณก็ต้องขายหุ้นเพื่อทำกำไร
กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้าน แบบเสียวหมี่

กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้าน แบบเสียวหมี่

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “Xiaomi กลยุทธ์ปั้นแบรนด์หมื่นล้านแบบเสียวหมี่” เรื่อง : หลีว่านเฉียง แปล: พรรณวดี ตั้งสกุล เรียบเรียง : กำพล ปิยะศิริกุล
แนวคิดที่ทำให้เสียวหมี่เป็นบริษัท Start-Up ที่มีมูลค่าสูงสุดของโลก
Xiaomi เป็นโทรศัพท์มือถือที่มียอดขายชนะ Samsung และ Apple ในประเทศจีน ด้วยสุดยอดการตลาดแบบเสียวหมี่ และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
(ตอนที่ 1)
1
ความยอดเยี่ยมของผลิตภัณฑ์อินเตอร์เน็ต มักเกิดขึ้นขณะที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นใหม่ทุกวันทำให้ทุกอย่างบนอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากเช่นกัน
2
ในยุคโมบายอินเตอร์เน็ตบังคับให้เราทำอะไรก็ต้องเร็วขึ้น บริษัทที่ไม่เร็วพอจะถูกคัดออก ความรวดเร็วในที่นี้คือ วิธีการ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของตรรกะธุรกิจสมัยใหม่ และจิตวิทยาการบริโภคในอดีต หลังจากบริษัทได้ส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้วมักคิดว่าการติดต่อกับลูกค้าได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในปัจจุบัน นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น หลังจากนั้นเรายังต้องสื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
3
จากแนวคิดแบบอินเตอร์เน็ต การบอกต่อคือพระเจ้า เพราะทุกวันนี้ลูกค้าอาศัยการบอกปากต่อปากเป็นหลักในการตัดสินใจเลือกสินค้า
4
เหตุผล 3 ข้อสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการกระจายข้อมูลข่าวสาร
1)    ข่าวสารต่างๆเดิมไม่เท่าเทียมกัน เปลี่ยนมาเท่าเทียมกัน
2)    ความรวดเร็วในการกระจายข่าวสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบกว้างขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
3)    ข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตแพร่กระจายในรูปแบบที่ไม่มีศูนย์กลาง ในโซเชียลมีเดียคนธรรมดาทุกคนคือแหล่งข่าวทุกคนต่างมีโอกาสเป็นผู้นำทางความคิดได้
5
พื้นที่โซเชียลมีเดียปัจจุบัน มีความรวดเร็วของการส่งต่อข่าวสารที่เพิ่มขึ้นร้อยเท่าพันเท่า เมื่อก่อนเส้นทางที่ข่าวข่าวหนึ่งจะดังเปรี้ยงได้ต้องเริ่มจากมีสื่อหลักตีข่าวรายงานอย่างกว้างขวาง แล้วตามมาด้วยความคิดเห็นจากผู้คนในสังคม แต่ถึงวันนี้ ข่าวร้อนข่าวหนึ่งมักเริ่มจากความเห็นที่ร้อนแรงของมวลชนในโซเชียล แล้วสื่อจึงเข้ามาติดตามและตีข่าวในวงกว้าง
6
การตลาดในสมัยก่อน วิธีการโปรโมต คือ การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่โซเชียลมีเดียสมัยนี้ทำให้ทุกอย่างเท่าเทียมกัน กระจายข่าวสารรวดเร็วขึ้นมาก ตัวอย่างการโด่งดังในชั่วข้ามคืน มีให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ
7
เมื่อข่าวสารเท่าเทียมกัน ทำให้ลูกค้ามีอิสระในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองมากขึ้น สินค้าหรือบริการอย่างใดอย่างหนึ่งมีคุณภาพดีหรือไม่ดีนั้น บริษัทจะคุยโวอย่างเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะทุกคนมีสิทธิ์ออกความเห็น ไม่นานทุกคนก็จะได้รับรู้ผ่านการแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ ลักษณะเด่นที่ข่าวสารมีความเท่าเทียมนั้นทำให้พื้นที่สาธารณะบนอินเตอร์เน็ตกลายเป็นเวทีวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่
8
การกระจายข่าวสารเปลี่ยนแปลงไป หมายความว่า ความเคยชินในการรับรู้ข่าวสารของลูกค้าก็เปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพื่อนๆ หรือคนรอบตัวของคุณล้วนกลายเป็น ผู้เชียวชาญเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่พัก หรือการเดินทาง ด้วยความแพร่หลายของเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่ และความสะดวกสบายของอินเตอร์เน็ต ทุกคนคุ้นชินกับการโพสต์สเตตัสการกินเที่ยว ช็อปต่างๆ ใน Weibo และ WeChat อยู่ตลอดเวลา เช่นเวลาเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานรับประทานอาหารกัน หากมีอาหารพิเศษมาเสิร์ฟที่โต๊ะ สิ่งที่ทุกคนทำไม่ใช่หยิบตะเกียบ แต่กลับรีบล้วงมือถือออกมาถ่ายรูปส่งเข้ากรุ๊ปเพื่อน แค่ไม่ถึงนาทีเพื่อนๆที่เห็นภาพก็จะมากด Like คอมเมนต์ หรือแชร์ต่อกันไป
“ดังนั้นในยุดใหม่ของโมบายอินเตอร์เน็ตพวกเราจึงต้องเดินหน้าใช้เสียงบอกต่อในการโปรโมตและต้องใช้โซเชียลมีเดียให้เป็น”

รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น โดย จิม โรเจอร์ส (ตอนที่ 2)

รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ “ รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น การผจญภัยบนเส้นทางชีวิตและตลาดการเงิน (STREET SMARTS Adventures on the Roads and in the Markets) โดย จิม โรเจอร์ส ตำนานแห่งวอลสตรีท อินเดียน่า โจนส์ แห่งโลกการเงิน แปลและเรียบเรียงโดย วิรัตน์ รัตนเวชสิทธิ
(ตอนที่ 2)

3
ผู้คนต่างถามผมอยู่เสมอว่าลงทุนในอะไรดี ซึ่งผมก็ตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง ผมบอกว่าอย่าฟังผม อย่าฟังใครทั้งนั้น ทางเดียวที่คุณจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็คือ การลงทุนในสิ่งที่คุณมีความรู้ในเรื่องนั้นดี ทุกคนมีสิ่งที่ตนรู้ดีทั้งนั้น มันอาจจะเป็นรถ แฟชั่น หรืออะไรก็ตาม คุณรู้ดีในเรื่องอะไรสักเรื่อง ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณรู้เรื่องอะไรดี ให้คุณลองถอยมามองดูชีวิตประจำวันของคุณ เมื่อคุณนั่งรอตรวจกับคุณหมอคุณหยิบนิตยสารอะไรขึ้นมาอ่าน ถ้าคุณเปิดโทรทัศน์คุณดูรายการประเภทไหน แล้วคุณก็จะรู้ในไม่ช้าว่าคุณสนใจเรื่องอะไรกันแน่และความรู้ของคุณมีอยู่ในเรื่องใด
4
ถ้าคุณมีความสนใจเรื่องรถยนต์ ให้คุณอ่านทุกอย่างที่คุณหาได้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ คุณจะรู้ว่าเมื่อไหร่บางสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ดีขนานใหญ่ จะเกิดขึ้น จากนั้นให้ตามเรื่องนั้นต่อ อ่านเรื่องที่คุณค้นพบให้มากขึ้น มันอาจจะเป็นระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบใหม่ที่กำลังพัฒนาอยู่ เป็นระบบที่เหนือกว่าและถูกกว่าระบบที่กำลังใช้กันอยู่ และคุณรู้ว่าเมื่อมันเข้าสายพานการผลิตเมื่อไหร่มันจะกินส่วนแบ่งการตลาดขนาดใหญ่อย่างแน่นอน หรือมันอาจจะเป็นถนนเส้นใหม่ผู้คนอาจจะขับรถไปในที่ที่ไม่เคยไปได้มาก่อน โรงแรมหรือศูนย์การค้าใหม่อาจจะเปิดขึ้นที่นั่น
    กลยุทธ์พื้นฐานคือ อยู่กับสิ่งที่คุณรู้แล้วขยายความรู้คุณออกไป จงเพ่งพินิจในสิ่งที่คุณรู้ และเมื่อคุณเห็นการเปลี่ยนแปลง คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาก่อนที่ผมจะเห็นนานทีเดียว นานกว่าที่คนวอลสตรีทจะเห็น
    จงเรียนรู้วิธีคิดด้วยคำที่เหมาะสม อย่างเช่น นี่เป็นสิ่งใหม่ นี่เป็นสิ่งที่แตกต่าง นี่เป็นการเปลี่ยนทิศทาง คุณต้องเรียนรู้ในการคาดคะเนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป คุณจะรู้ก่อนใครในวอลสตรีท เมื่ออะไรดีๆ กำลังเกิดขึ้น คุณจะรู้ว่านี่เป็นเวลาที่ต้องซื้อ คุณจะรู้เช่นกันว่าเมื่อไหร่ควรจะขาย
5
บางครั้งการไม่ทำอะไรเลย เป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด ความจริงแล้วนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุด เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการไม่ทำอะไรเลย จงรู้ว่าเมื่อไหร่ควรนั่งรอ คุณควรรอจนคุณเห็นสิ่งที่คุณแน่ใจสุดๆ โดยอาศัยคลังความรู้ที่คุณมีและสิ่งนั้นก็ถูกมาก จนการซื้อมันปลอดภัย นั่นเป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทำกัน พวกเขาไม่ค่อยเปลี่ยนการลงทุนไปมานัก วอเรน บัฟเฟต แทบจะไม่เปลี่ยนหุ้นที่เขาถือเลย

จิม โรเจอร์ส รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น (ตอนที่ 1)


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ “ รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น การผจญภัยบนเส้นทางชีวิตและตลาดการเงิน (STREET SMARTS Adventures on the Roads and in the Markets) โดย จิม โรเจอร์ส ตำนานแห่งวอลสตรีท อินเดียน่า โจนส์ แห่งโลกการเงิน แปลและเรียบเรียงโดย วิรัตน์ รัตนเวชสิทธิ
(ตอนที่ 1)

1
ผมได้อธิบายให้นักศึกษา ที่เข้าฟังการบรรยายของผมที่บาลลิออล ในปี 2010 ผู้ที่ยังคงมุ่งมันจะไปทำงานในภาคการเงินว่าการเรียนปรัชญาและประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเป็นนักลงทุนของผม เพราะอะไรผมบอกเขาว่า “คุณต้องรู้จักตัวคุณเองให้ดีขึ้น ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิต คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะคิดให้ลึกขึ้น ในระดับที่ลึกซึ้ง ถ้าคุณต้องการเข้าใจความจริง” การเรียนปรัชญาช่วยให้ผมพัฒนาความสามารถดังกล่าว การเรียนปรัชญาฝึกให้ผมคิดด้วยตัวเองและคิดนอกกรอบที่คนอื่นวางไว้ มันสอนให้ผมพิจารณาสิ่งต่างๆเอง พิจารณาทุกแนวความคิดและทุกข้อเท็จจริง มันสอนให้ผมคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า ให้เห็นว่าอะไรขาดไป คนจำนวนมากมายทุกวันนี้ติดอยู่กับวิธีคิดแบบเดิมๆ เพราะการพูดหรือให้ความเห็นอย่างเดียวกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับหรือตามความรู้แต่เดิมนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าและปลอดภัยกว่า เมื่อกระบวนการทางความคิดของคนคนหนึ่งถูกล้อมกรอบด้วยแนวความคิดอย่างรัฐชาติ ประเพณี หรือศาสนาแล้ว การคิดให้แตกต่างจากคนอื่นนั้นก็เป็นเรื่องยาก วิชาปรัชญาสอนให้คุณคิดเป็นและด้วยเหตุนี้ยังสอนให้คุณสงสัยเป็นด้วย

2
การขายช็อต
คนส่วนมากซื้อหุ้นที่ประมาณ  10 และขายมันที่ประมาณ 25 ดอลล่าร์ พวกเขาซื้อและขายเพื่อทำกำไร การขายช็อตเป็นกระบวนการย้อนกลับซึ่งกำไรถูกสร้างขึ้น คุณขายหุ้นที่ 25 แล้วค่อยซื้อคืนที่ 10 ดอลล่าร์ ทีนี้คุณจะขายได้อย่างไรถ้าคุณไม่มีมันอยู่แต่แรก คุณต้องยืมหุ้นจากคนอื่นมาก่อน ผมไปที่เจพี มอร์แกนและยืมหุ้นจากพวกเขามา 100  หุ้น และขายมันที่ 25 ดอลล่าร์ ซึ่งเป็นราคาตลาดในปัจจุบัน ผมขายมันเพราะผมคิดว่าราคามันจะลง ดังนั้นเมื่อราคามันลงมาอยู่ที่ 10 ดอลล่าร์ ผมก็ซื้อหุ้นมา 100 หุ้น และเอาไปคืนให้เจพี มอร์แกน ทางธนาคารก็ได้หุ้น 100 หุ้นคืน ผมก็ได้กำไร
    การขายช็อตเซลไม่เหมาะกับผู้เล่นทั่วไปในวอลสตรีท มันต้องใช้ความรู้มากขึ้น ต้องมีการทำการบ้านอย่างจริงจัง คนที่มีข้อมูลพอถึงควรเล่น
ผมเล่นจนเจ๊งไปตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ผมทำอาชีพนี้ มันเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก มันสอนให้ผมรู้ว่าผมรู้เรื่องตลาดน้อยแค่ไหน และมันสอนให้ผมรู้จักตัวผมดีขึ้นอีกมาก ต่อมาผมได้แบ่งปันบทเรียนนี้ให้นักศึกษาฟังขณะที่ผมสอนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผมบอกพวกเขาว่าไม่ต้องกังวลว่าจะล้มเหลว ไม่ต้องกังวลว่าคุณจะทำผิดพลาดในชีวิตนี้ มันเป็นเรื่องที่ดีที่จะเสียเงิน แต่ให้รีบทำเสียแต่เนิ่นๆ มันดีกว่าถ้าคุณเจ๊งด้วยเงิน 20,000 ดอลล่าร์ แทนที่จะเป็นเงิน 20 ล้านดอลล่าร์
การสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์ เพราะมันสอนให้คุณรู้ว่าคุณยังไม่รู้อะไรอีกมาก และถ้าคุณฟื้นขึ้นมาได้จากความล้มเหลวสักครั้งสองครั้ง คุณจะมีโอกาสสูงในการประสบความสำเร็จมากขึ้นในระยะยาว มีเรื่องราวนับไม่ถ้วนของคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่เคยล้มเหลวมาหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง และกลับขึ้นมายืนใหม่ ไมค์ บลูมเบิร์ก ถูกไล่ออกจากซาโลมอน บราเธอร์ส และนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเขา เขาเริ่มบริษัทส่งมอบข้อมูลข่าวสารของเขาเองและกลายเป็นคนที่รวยที่สุดคนหนึ่งในโลก ไม่มีอะไรผิดในการล้มเหลว ถ้าคุณเรียนรู้จากความผิดพลาดของคุณ

คู่มือสร้างความมั่งคั่งและจุดประกายความคิดทางธุรกิจและการลงทุน

วอเร็น บัฟเฟตต์
ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “วิถีแห่งเต๋า ของ วอเร็น บัฟเฟตต์” ผู้เขียน Mary Buffett & David Clark ผู้แปล เอกสิทธิ์ หัสสรังสี
คู่มือสร้างความมั่งคั่งและจุดประกายความคิดทางธุรกิจและการลงทุน ด้วยปรัชญาที่ผสมผสานกันระหว่าง ลัทธิเต๋า กับ วอเร็น บัฟเฟตต์
(ตอนที่1)
1
กฎข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน
กฎข้อที่ 2 : อย่าลืมกฎข้อที่ 1
ความลับอันยิ่งใหญ่ของการสร้างความมั่งคั่ง ก็คือ การใช้ให้เงินสร้างผลตอบแทนทบต้นให้กับคุณ ยิ่งคุณเริ่มต้นด้วยเงินมากเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น

2
มันเป็นเรื่องที่ดีที่จะรู้ว่าควรจะทำอาชีพอะไรตั้งแต่เนิ่นๆและโดยเฉพาะในโลกของการลงทุนซึ่งเราสามารถสร้างผลตอบแทนจำนวนมหาศาล จากเงินที่เราส่งไปทำงาน อย่าไปกังวลใจกับเวลาที่สูญเสียไปเมื่อตอนหนุ่มๆ คุณยังมีเวลาเหลืออีกมากมายข้างหน้าในการสร้างกำไร จากการตัดสินใจที่ชาญฉลาดของคุณ

3
กุญแจสำคัญของวอเร็น บัฟเฟตต์ คือ เขาสามารถที่จะจำแนกได้ว่าอะไรคือลักษณะเฉพาะของธุรกิจที่แสนวิเศษ ธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน นั่นคือธุรกิจที่สามารถเอาชนะใจลูกค้าได้ เช่น เมื่อคุณคิดถึงหมากฝรั่งคุณจะต้องคิดถึง Wrigley หรือ เมื่อคุณคิดถึงซุปเปอร์มาร็เก็ต คุณจะต้องคิดถึง Wal-mart สิ่งเหล่านี้คือการยกระดับของอำนาจการแข่งขันทางธุรกิจ วอเร็น เรียนรู้บางอย่างว่าธรรมชาติของตลาดหุ้นมักจะมองเพียงแค่ระยะสั้นๆ ซึ่งจะทำให้หุ้นของบริษัทพิเศษๆเหล่านี้ถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่บ่อยๆ และเมื่อมันเกิดขึ้นเขาจะกระโดดเข้าใส่อย่างเต็มตัว และซื้อหุ้นจำนวนมากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้

4
คุณควรจะลงทุนให้เหมือนกับการแต่งงาน นั่นคือตลอดชีวิต ถ้าคุณลงทุนแล้วไม่สามารถย้อนเวลาหรือยกเลิกการลงทุนได้ แน่นอนว่าคุณจะต้องทำการบ้านอย่างดีก่อนที่จะกระโดดเข้าลงทุน
ในปี 1973 วอเร็นลงทุน 11ล้านเหรียญในบริษัท Washington Post และเขายังคงแต่งงานกับการลงทุนครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้ เงินลงทุนของเขาได้เพิ่มเป็น 1.5 พันล้านเหรียญ ถ้าคุณเลือกหุ้นได้ถูกต้องและเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นในการแต่งงานกับหุ้นในระยะยาวผลตอบแทนอันงดงามจะเป็นของคุณ

5
ตลาดหุ้นนั้นเหมือนกับพระเจ้า นั่นคือ จะช่วยเฉพาะคนที่รู้จักช่วยตัวเองก่อน แต่สิ่งที่ตลาดหุ้นไม่เหมือนกับพระเจ้าคือ ตลาดหุ้นจะไม่ให้อภัยกับคนที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
ตลาดหุ้นมีอยู่เพื่อสร้างความมั่งคั่งและความร่ำรวยให้กับคุณ ถ้าคุณรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ถ้าคุณไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรในตลาดหุ้น มันจะไม่ลังเลเลยที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนจน เมื่อความไม่รู้บวกกับความโลภ นั่นคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความหายนะทางการเงิน

6
วอเร็นจะมองหาบริษัทซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เขาจะมองหาธุรกิจที่เขาแน่ใจว่ายังคงอยู่ต่อไปในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งขายในราคาที่มีความเหมาะสมทางธุรกิจไม่ว่าเขาจะซื้อหุ้นบริษัทนั้นเพียงบางส่วนหรือซื้อทั้งหมด

7
ราคาหุ้นที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะหยุดขึ้นทันที เมื่อความจริงของพื้นฐานธุรกิจนั้นปรากฏตัวขึ้น ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นนั้นดูเหมือนว่ามันจะขึ้นอย่างไม่มีวันตก แต่ถ้าธุรกิจนั้นไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่คาดหวัง ซึ่งความคาดหวังนี่เองเป็นตัวที่ทำให้หุ้นขึ้น ราคาของหุ้นนั้นจะถึงจุดสูงสุดและจะตกลงมาอย่างรวดเร็วเหมือนก้อนอิฐ

8
ธุรกิจที่โดดเด่น ส่วนใหญ่แล้วจะเต็มไปด้วยเงินสด มีหนี้เล็กน้อย หรือไม่มีเลย และอยู่ในสถานะที่จะเอาตัวรอดได้ในสถานะการณ์ที่ย่ำแย่หรือในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

9
“บัญชีคือภาษาของโลกธุรกิจ”
ในการจะอ่านงบการเงินของบริษัทนั้น คุณจะต้องรู้ว่าจะถอดรหัสตัวเลขนั้นได้อย่างไร ซึ่งในการถอดรหัสนั้นคุณจะต้องเรียนรู้เรื่องของบัญชี

10
ถ้าบริษัททำผลงานได้ดี หุ้นก็จะดีตามเสมอ
ปรากฏการณ์ในตลาดหุ้นที่วอเร็นเชื่อมั่นก็คือ ถ้าปัจจัยพื้นฐานที่รองรับธุรกิจสามารถสร้างผลงานได้ดี ในระยะยาวราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจนั้น ในทำนองเดียวกัน ถ้าปัจจัยพื้นฐานที่รองรับธุรกิจอยู่นั้นทำผลงานได้ไม่ดี ราคาหุ้นก็จะลดลงเพื่อสะท้อนมูลค่าพื้นฐานของธุรกิจนั้น ในระยะยาวมูลค่าของธุรกิจจะเป็นตัวปรับแก้ราคาหุ้นไม่ว่าจะในทิศทางใดก็ตาม